
"มาร์ค"ลุยปฏิรูปรอบ2เล็งตั้งสสส.ทางการศึกษา
นายก"อภิสิทธิ์"เดินหน้าปฏิรูปรอบ 2 เล็งตั้ง สสส. หน่วยงานอิสระทางการศึกษา ขับเคลื่อน 4 ตัวชี้วัดใหม่ ระบุ ผู้เรียนต้องมีคะแนนเฉลี่ยทุกกลุ่มสาระวิชาหลักไม่ต่ำกว่าร้อยละ 55 และมีจริยธรรม ต้องพัฒนาครูผู้สอน กำหนดสัดส่วนชั่วโมงสอนชัดเจน ลดงานเอกสาร ธุร การ ชี
(6มี.ค.) เวลา 13.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เป็นประธานเปิดงานสมัชชาขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ซึ่งจัดโดยกระทรวงศึกษาธิการที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ โดยนายกฯ ได้กล่าวปาฐกถาเปิดงานว่า เราเริ่มมีกฎหมายการศึกษาแห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี 42 ซึ่งถือเป็นทศวรรษแรก และผ่านหลายเหตุการณ์มีทั้งบทเรียน ความก้าวหน้า อุปสรรค และความล้มเหลว อย่างไรก็ตาม ตนขอขอบคุณทุกพรรคการเมืองที่แม้จะมีความขัดแย้งทางการเมือง แต่นักการเมืองที่ตนได้สัมผัส ทุกคนต้องการให้การปฏิรูปการศึกษาประสบความสำเร็จ โดยยอมรับว่าทศวรรษของการปฏิรูป เราเดินทางไปไม่ถึงปลายทางหลายเรื่อง โดยเฉพาะการสูญเสียกำลังบุคลากรและทรัพยากรมากเกินไป ในหลายกรณี เช่น เรื่องโครงสร้างบริหารจัดการ และเมื่อมาถึงทศวรรษที่ 2 เราไม่มีเวลาสูญเสียเพิ่มเติมอีกแล้วเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ และไม่จำเป็นต้องมาถกเถียงเรื่องหลักการพื้นฐาน ที่เคยได้พูดกันไว้แล้ว
โดยในทศวรรษที่ 2 เป้าหมายการปฏิรูปการศึกษาคือ ได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ และจะต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน อะไรที่วัดได้ก็ต้องวัด และจะมีตัวชี้วัดคือ 4 ใหม่ 1.พัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ ซึ่งเด็กนอกจากจะต้องเก่งดี มีความสุขแล้ว จะต้องคงเอกลักษณ์ความเป็นไทย และเท่าทันความเป็นสากล 2.พัฒนาครูยุคใหม่ ซึ่งจากการสำรวจพบว่า อีก 10 ปีครูจะเกษียณกว่าแสนคน ดังนั้นเราต้องอบรมครูให้พร้อมทุกขั้นตอน 3.พัฒนาสถานศึกษาแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ทั้ง โรงเรียน มหาวิทยาลัย และศูนย์การเรียนรู้สำหรับประชาชน และ 4.การพัฒนาการบริหารจัดการใหม่ โดยมุ่งกระจายอำนาจให้สถานศึกษามากที่สุด โดยรัฐบาลได้วางกลไกในการปฏิรูปการศึกษา โดยตั้งกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษา ซึ่งมีตนเป็นประธาน และตั้งกรรมการขับเคลื่อนที่มี รมว.ศึกษาธิการ เป็น ประธาน และมีแนวคิดในการจัดตั้ง สสส.ทางการศึกษาขึ้นมา เป็นหน่วยงานอิสระที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐอย่างแน่นอนเพื่อไปสนับสนุนเอกชนที่รณรงค์และสนับสนุนการศึกษาเพื่อนำไปปฏิรูปทั่วประเทศ
นายกฯ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ในการปฏิรูปในรอบนี้จะต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ตัวผู้เรียนจะต้องมีตัวชี้วัด เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระวิชาหลัก ถ้าสอบกลุ่มสาระวิชาหลัก และผ่านแค่ภาษาไทยซึ่งเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็ฟันธงได้ว่าล้มเหลว ดังนั้นคะแนนเฉลี่ยในกลุ่มสาระวิชาหลักต้องผ่านทุกวิชา และไม่ต่ำกว่าร้อยละ 55 ส่วนเรื่องตัวชี้วัดด้านความดี ต้องมีตัวบ่งชี้ให้มากกว่า ว่าโรงเรียนมีการสอนจริยธรรมหรือไม่ แต่ต้องเอาความจริงทางสังคมมาสะท้อน เช่น เยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรืออาชญากรรมมากน้อยแค่ไหน มีแม่วัยใสเพิ่มขึ้นหรือไม่
ในส่วนที่เกี่ยวกับครูต้องวัดว่าบุคลากรทางการศึกษาได้รับการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอทุกปีหรือไม่ และมีการกำหนดสัดส่วนเวลาที่ชัดเจนในงานที่เกี่ยวข้องกับการสอน และลดเวลาเรื่องการจัดการงานเอกสารหรือธุรการลง ในขณะที่สถานศึกษาก็ต้องวัดด้วยความพร้อมด้านต่างๆ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ รวมถึงการกระจายศูนย์การเรียนรู้ว่าไปได้ทั่วถึงหรือไม่ ในขณะที่ด้านบริหารจัดการ ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าสถานศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐานส่วนใหญ่จะเป็นสถานศึกษาขนาดเล็ก แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะสนับสนุนให้เรียนใกล้บ้าน แต่เราไม่สามารถพัฒนาทรัพยากรและบุคลากรในโรงเรียนต่างๆ ให้เท่าเทียมกันได้ ดังนั้นจึงต้องมีการกระจายอำนาจและถ่ายโอนสถานศึกษาให้แก่ท้องถิ่น ซึ่งแม้ว่าจะเคยมีการตั้งข้อสงสัยว่าหากถ่ายโอนสถานศึกษาให้ท้องถิ่นจะทำให้คุณภาพการศึกษาลดลงหรือไม่ แต่จากการประเมินก็พบว่า สถานศึกษาที่ถูกถ่ายโอนนั้น มีผลเพียง 2 อย่างคือ ไม่ดีเท่าเดิม ก็ดีขึ้นกว่าเดิม
นายกฯ กล่าวต่อไปว่า เราต้องจริงจังกับการปฏิรูปการศึกษา ถ้าการปฏิรูปจะกระทบกับอำนาจของใคร เราก็ต้องสละกันบ้างเพราะเราไม่มั่นใจว่าหากปฏิรูปการศึกษาในรอบที่ 2 นี้ไม่ประสบความสำเร็จเราจะมีโอกาสปฏิรูปในรอบ 3 รอบ 4 หรือไม่ และในขณะนี้โลกก็ไม่ได้หยุดรอสังคมไทย ทั้งปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ดังนั้นเราต้องมีขีดความสามารถในการเรียนรู้ที่ดีกว่านี้



