ไลฟ์สไตล์

"ปุ๋ยอินทรีย์"จากเศษทะลายปาล์ม
ผลิตภัณฑ์คุณภาพ "เกษตรสิทธี"

"ปุ๋ยอินทรีย์"จากเศษทะลายปาล์ม ผลิตภัณฑ์คุณภาพ "เกษตรสิทธี"

06 มี.ค. 2553

หลังรัฐบาลประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตที่พึ่งพาการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีมาเป็นการพึ่งพาตนเองในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภาพเพื่อใช้เองในประเทศตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพ

   ปุ๋ยอินทรีย์เกรดเอ จากทะลายปาล์ม ตราเกษตรสิทธิ ของบริษัท เกษตรสิทธี จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์รายใหญ่ใน จ.กระบี่ ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 8 ไร่ ในท้องที่ ต.อ่าวลึกเหนือ อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ โดยมี "สมชาย สิทธิโชค" อดีตผู้จัดการชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัด ที่ปัจจุบันผันตัวเองมาทำธุรกิจอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันครบวงจรอย่างเต็มตัว ภายใต้การกำกับดูแลของบริษัท เกษตรสิทธี จำกัด ที่ตนเองนั่งคุมบังเหียนในฐานะกรรมการผู้จัดการ

 กว่า 12 ปีที่สมชายซุ่มทำวิจัยปุ๋ยอินทรีย์ครบสูตร โดยใช้ทะลายปาล์มเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต หวังสร้างมูลค่าเพิ่มเศษทะลายปาล์มที่เหลือใช้ หลังผ่านกระบวนการสกัดน้ำมันเรียบร้อยแล้ว  โดยเศษทะลายปาล์มเหล่านี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์อะไรได้ จึงมีแนวคิดว่าน่าจะนำเศษทะลายปาล์มนี้มาเพิ่มมูลค่าด้วยการทำปุ๋ยอินทรีย์

  จากการที่ทดลองวิจัยร่วมกับคณาอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านปุ๋ยจากหลายหน่วยงาน อาทิ ม.สงขลานครินทร์ ม.เชียงใหม่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ และสภาวิจัยแห่งชาติ ในการค้นหาเชื้อจุลินทรีย์เพื่อย่อยสลายเศษทะลายปาล์ม โดยพบว่าเศษทะลายปาล์มหลังการย่อยสลายเป็นแหล่งรวมธาตุอาหารชั้นดีสำหรับพืชทุกชนิด โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน ยางพาราและกาแฟ

 "เมื่อครั้งที่ทำงานอยู่ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ พบว่าประมาณ 30% ของผลปาล์มที่ผ่านกระบวนการผลิตแล้ว เราไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์อะไรได้ ก็เลยคิดว่าน่าจะทำประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ได้ คือการแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ จึงเริ่มทดลองทำมาตั้งแต่ปี 2540 ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านปุ๋ยจากหน่วยงานต่างๆ จนได้ผลสรุปออกว่าเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพเยี่ยม จากนั้นก็เริ่มผลิตออกขายให้แก่เกษตรกรในพื้นที่เรื่อยมา แต่กำลังการผลิตไม่มาก มาเริ่มทำอย่างจริงจังในเชิงพาณิชย์เมื่อปี 2550 ปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 50 ตันต่อวัน และปีหน้าจะขยายเพิ่มเป็น 100-200 ตันต่อวัน โดยกลุ่มลูกค้าจะมีทั้งในพื้นที่และจากทั่วประเทศ"

 บอสใหญ่เกษตรสิทธีย้ำอีกว่า การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในเชิงอุตสาหกรรมของเขาไม่ได้ทำเพื่อหวังผลกำไรเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่ทำเพื่อให้เป็นแบบอย่างสำหรับเกษตรกรโดยทั่วไปในการนำไปสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานในชุมชนของตัวเอง ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้อาจจะไม่ใช่เศษทะลายปาล์มก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบในท้องถิ่นนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ซังข้าวโพด มูลโค มูลควาย มูลค้างคาว หรือเศษขยะต่างๆ ที่สามารถย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ ก็สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตได้ทั้งสิ้น

 "หัวใจสำคัญของการพัฒนาในเชิงอุตสาหกรรม คือ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่ชาวบ้าน และเกษตรกร ให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้ แล้วต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ โดยภาครัฐจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนส่งเสริมอย่างจริงจัง ในรูปของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ไม่เช่นนั้นจะประสบความสำเร็จได้ยาก อย่าลืมว่าต้นทุนการผลิตกว่า 50% ก็คือปุ๋ย ถ้าเราทำปุ๋ยใช้เองได้ถือว่ามีกำไรไปกว่าครึ่งแล้ว สำหรับปุ๋ยอินทรีย์ของเราเป็นปุ๋ยที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานที่ผ่านการรับรองจากกระทรวงเกษตรฯ เรียบร้อยแล้ว สนใจซื้อผลิตภัณฑ์ โทร.08-1893-9348" สมชายให้มุมมอง

 ส่วนราคาจำหน่าย ปัจจุบันปุ๋ยอินทรีย์เกรดเอ จากเศษทะลายปาล์ม ตราเกษตรสิทธิ สนนในราคากระสอบละ 250 บาทต่อน้ำหนัก 50 กิโลกรัม โดยมีสูตรการใช้สำหรับพืชแต่ละชนิด อาทิ ปาล์มน้ำมัน อัตราการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 5-10 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี ส่วนยางพาราและกาแฟ อัตราการใช้เฉลี่ย 3-5 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี ภายใต้คอนเซ็บต์ที่ว่า "ปุ๋ยอินทรีย์แท้ เพิ่มผลผลิต เติมชีวิตให้แก่ดิน" 

แจงขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษปาล์ม
 สมชาย สิทธิโชค กรรมการผู้จัดการบริษัท เกษตรสิทธี จำกัด อธิบายถึงกระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษทะลายปาล์ม โดยเริ่มจากนำเศษทะลายปาล์มที่เหลือใช้ ซึ่งรับซื้อมาจากเกษตรกรชาวสวนปาล์มและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม นำมาสับเป็นชิ้นๆ ให้ละเอียดแล้ว จากนั้นก็นำมาคลุกเคล้าผสมกับตะกอนน้ำมันปาล์ม ก่อนที่ฉีดเชื้อจุลินทรีย์ลงไปเพื่อเป็นตัวเร่งการใช้ย่อยสลายเศษทะลายปาล์มเหล่านี้ หลังผ่านขั้นตอนนี้แล้วก็นำเข้าสู่กระบวนการบ่มในห้องบ่มทิ้งไว้ประมาณ 2 เดือน ระหว่างนี้ก็ให้กลับกองในทุกๆ 15 วัน จากนั้นก็นำมาเปิดกองออก ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการอบให้แห้ง หลังจากนั้นให้นำปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านมาอบแห้งแล้วนำเข้าเครื่องร่อนคัดขนาดเพื่อให้ได้เนื้อปุ๋ยอินทรีย์ที่ละเอียดได้ขนาด ก่อนนำมาเข้าเครื่องบรรจุกระสอบเพื่อจำหน่ายต่อไป ส่วนกากที่เหลือส่วนหนึ่งก็ให้นำกลับเข้าไปสู่กระบวนการขั้นตอนการหมักด้วยจุลินทรีย์ใหม่ ซึ่งใช้ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 2 เดือนเหมือนเดิม 
     
"สุรัตน์ อัตตะ"