
จาก "สแกกเวย์" ถึง จูโน ปลายทางแห่งความมหัศจรรย์
แค่ได้สูดอากาศที่นี่ก็คุ้มแล้ว... คนเคยเหยียบอลาสกาบอกฉันด้วยนัยน์ตารวยสุข
ฉันนั่งนึกถึงประโยคนี้ ตอนนั่งให้ลมอลาสกากระแทกหน้าอยู่ตรงหัวเรือเซเรเนด ออฟ เดอะ ซีส์ ที่มีโลโก้รอยัล แคริบเบียน (www.royalcaribbean.com) ประทับอยู่ข้างเรือ เพื่อชมวิวเทรซี่ อาร์ม ฟยอร์ด (Tracy Arm Fjord)
ถ้าเรือเกิดเสียหรือสิ้มลมบริเวณนี้ ข้าพเจ้าขอสัญญาว่าจะไม่ไปฟูมฟายกับกัปตันหรือวีนเหวี่ยงกับลูกเรือแต่อย่างใด เพราะวิวสวยจนอยากจ้างมือดีไปถอดใบพัดเรือ หรือถอดนอตออกสักตัว เรือจะได้รวนจนเป็นลมล้มตึงอยู่ตรงนี้
ฉันสูดอากาศแบบลึกสุดหยั่ง ตุนไว้ให้เต็มปอด เผื่อแผ่ไปกักเก็บไว้แถวม้ามและตับไต้ไส้พุงด้วย นี่ถ้ามีปอดอะไหล่ขายจะซื้อมาใส่อากาศที่นี่ไปแล้ว
มันเป็นอากาศแบบที่หาไม่ได้แถวสีลม ทองหล่อ และสยาม หรือแม้กระทั่งชานเมืองอย่างบางนา เป็นอากาศที่ดมเข้าไปแล้วไม่ต้องคลางแคลงใจว่าจะมีอะไรแปลกปลอมเป็นของแถมสมนาคุณรึเปล่า
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ใกล้ชิดกับธารน้ำแข็ง เพราะเมื่อครั้งไปเยือนนิวซีแลนด์หลายปีก่อน ก็ยังไปเดินย่ำบนธารน้ำแข็งที่เกาะใต้มาแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เห็นเทรซี่ อาร์ม ฟยอร์ดแล้วต่อมตื่นเต้นจะไม่กระเพื่อม
ยิ่งเรือกระเถิบเข้าใกล้ มันแกว่งหนักเชียวล่ะ แล้วเซเรเนด ออฟ เดอะ ซีส์ ก็ใจอ่อน ยอมหย่อนสมอลงจุ่มน้ำ ตรงหน้าธารน้ำแข็ง ถ้าตักน้ำแข็งเข้าปากได้ ฉันตักไปแล้ว จะได้ชิมน้ำแข็งอลาสกา ว่ารสชาติเป็นอย่างไร
แต่แค่ได้นั่งตักข้าวปลาอาหารเข้าปาก แล้ววิวตรงหน้าเป็นธารน้ำแข็งยาวเหยียดเป็นเทือก แค่นี้ก็เกิดอาการใจกับพุงพองแข่งกันเลย
นอกจากธารน้ำแข็งที่สวยติดตา เซเรเนด ออฟ เดอะ ซีส์ ยังพาแวะเมือง สแกกเวย์ (Skagway) เมืองที่ในอดีตมีผู้คนแห่แหนกันไปแสวงโชคที่เหมืองทองกันไม่ขาดสาย
ผละจากเรือยักษ์ได้ ฉันก็กระโจนขึ้นรถไฟสายไวท์ พาส ขบวนที่เคยหอบนักแสวงโชคข้ามเขาหลายลูก เลาะไปตามเส้นทางรถไฟอันคดโค้งและเต็มไปด้วยหุบเหว แต่ในวันนี้ รถไฟขบวนนี้แน่นขนัดไปด้วยผู้โดยสารของเรือสำราญยี่ห้อต่างๆ ที่มาจอดเทียบท่าเรือเมืองสแกกเวย์
ค่ารถไฟไปกลับ 3,000 กว่าบาท คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม เพราะวิวสองข้างทางสวยชนิดไม่อยากกะพริบตา
สำหรับคนไม่ได้จองทัวร์ล่วงหน้าไว้กับทางเรือ (โทร. 0-2634-2882) ก็ไม่ต้องตกอกตกใจ เพราะย่านใจกลางเมืองสแกกเวย์ มีบูธของการท่องเที่ยวสแกกเวย์เปิดขายตั๋วรถไฟสายไวท์ พาส วันละหลายเที่ยว และรู้สึกว่าจะราคาถูกกว่ากันนิดหน่อย
ลงจากรถไฟแล้วไม่เห็นมีใครรีบขึ้นเรือยักษ์ เพราะสีหวานฉ่ำของเมืองสแกกเวย์เชื้อเชิญให้ทุกคนพุ่งไปหา
เข้าตำราเมืองเล็กที่มักจะน่ารัก สแกกเวย์ก็เป็นเยี่ยงนั้นเลย อารมณ์ประมาณว่าเหมือนเมืองคาวบอย บ้านถูกจับทาสีลูกกวาด สำหรับคนแพ้เมืองประเภทคิขุสีสันแสบทรวง แนะว่าให้เผื่อเวลาไว้เยอะๆ เพราะสแกกเวย์เล็กก็จริง แต่พอเจอซอกเล็กซอยน้อยของเมืองที่มีแต่บ้านสีสวย ใครจะอดใจไหว
สมัยก่อนสแกกเวย์เงียบๆ เหงาๆ มีแต่พวกขุดทองมาแวะ แต่พอเรือสำราญจอดวันละหลายลำ สแกกเวย์เลยกลายเป็นเมืองที่ไม่เงียบเหงาอีกต่อไป ถึงขั้นที่ว่าการท่องเที่ยวสแกกเวย์มีเจ้าหน้าที่พาเดินไปตามเส้นทางต่างๆของเมืองที่น่าสนใจ
จากสแกกเวย์ จุดหมายสุดท้ายที่เรือเซเรเนด ออฟ เดอะ ซีส์ พาไปแวะคือจูโน (Juneau) เมืองหลวงของรัฐอลาสกา
นักท่องเที่ยวบางคนชมธารน้ำแข็งจนอิ่มแล้ว พวกเขาก็ได้แต่เดินเตร็ดเตร่อยู่ในตัวเมือง แต่ฉันยังไม่สาแก่ใจ เพื่อให้สมกับดั้นด้นมาถึงขั้วโลกเหนือ เลยนั่งรถเมล์ไปที่อุทยานแห่งชาติตองกาส (Tongass) ไม่ได้ไปเดินป่าหรือส่องสัตว์แต่อย่างใด แต่ตั้งใจไปดูธารน้ำแข็งที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของอลาสกาที่ชื่อเมนเดนฮอลล์ (Mendenhall Glacier)
ด้วยความเป็นห่วง ฉันได้ข่าวว่าธารน้ำแข็งเมนเดนฮอลล์ละลายลงทุกวัน ในสมัยก่อนทุ่งน้ำแข็งแห่งนี้ ยาวเหยียดไกลสุดลูกหูลูกตา แต่ปัจจุบันธารน้ำแข็งละลายลงกลายเป็นน้ำ ยืนใกล้กับธารน้ำแข็งนานๆ จึงได้ยินเสียงแตกและหักของน้ำแข็งอยู่ตลอด กลายเป็นไอซ์เบิร์กที่ลอยละล่องอยู่ในทะเลสาบ
ทางอุทยานทำเส้นทางเดินเท้าไปสู่เมนเดนฮอลล์เอาไว้อย่างดี แถมตรงไหนมีอุนจิหมีสดๆ เขาจะไม่เก็บทิ้ง แต่จะเขียนป้ายบอกนักท่องเที่ยว ว่าหมีฝากเอาไว้ให้ดูต่างหน้า
ธารน้ำแข็งเมนเดนฮอลล์ดูเหมือนเป็นโปรแกรมบังคับของคนมาเที่ยวจูโน แต่หลังจากนั้น ก็กระจายตัวไปดูปลาวาฬบ้าง ดูหมีบ้าง นั่งเฮลิคอปเตอร์ไปย่ำบนธารน้ำแข็งบ้าง แล้วแต่กำลังทรัพย์ของแต่ละคน
แต่สำหรับนักเดินทางชั้นประหยัดอย่างฉัน แค่เดินซอกแซกไปทั่วจูโน เวลาก็ปริ่มจนเกือบตกเรือแล้ว
นิราศอลาสการูดม่านลงที่จูโน เป็นตอนจบที่สวยสมกับเป็นปลายทางแห่งความมหัศจรรย์
"กาญจนา หงษ์ทอง"



