ไลฟ์สไตล์

หลวงพี่น้ำฝน 
กับการ...ปริวรรตบทสวดศพ

หลวงพี่น้ำฝน กับการ...ปริวรรตบทสวดศพ

04 มี.ค. 2553

ในพิธีสวดพระอภิธรรมทั่วๆ ไป ที่เราได้ยินจนขึ้นหูว่า “กุสะลา ธัมมา อะกุสะลา ธัมมา...” และลงท้ายด้วย “...วิคะตะปัจจะโย อะวิคะตะปัจจะโย” บทสวดที่ว่านี้ คือ บทสวดพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ซึ่งถือเป็นยอดแม่บทใหญ่ ที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นมาแสดงค่าข้าว ป้อนน้ำนม โปรดพ

  ส่วนจำนวนรอบของการสวด หรือที่เรียกว่า “จบ” ในแต่ละงาน ก็ขึ้นอยู่กับพระวัดนั้นๆ หรือตามที่เจ้าภาพกำหนด บางวัดก็สวดจบเดียว บางวัดก็สวด ๒ หรือ ๓ จบ แต่สูงสุดที่เคยฟังมาจะสวด ๔ จบ

 เกี่ยวกับเรื่องการสวดพระอภิธรรมนั้น มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ งานวิจัยของ พระอภินันท์ อภิปุญโญ หัวหน้าโครงการวิจัย "รูปแบบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ที่เอื้อต่อกระบวนการเรียนรู้ธรรมะของประชาชน อ.นาหมื่น จ.น่าน" เคยทำการวิจัยและสรุปผลไว้ว่า

 "ความเชื่อที่สืบต่อๆ กันมา ในบางเรื่องส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้านค่อนข้างมาก  โดยเฉพาะการฌาปนกิจศพ และข้อปฏิบัติในการประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ในตำบลก็แตกต่างกัน ชาวบ้านไม่รู้ว่า แบบไหนที่ถูกต้อง ถามใครก็ตอบไม่ได้ แม้แต่พระสงฆ์ เพราะต่างคนต่างมีความเชื่อ และตำราคนละเล่ม การกล่าวบทสวดเป็นภาษาบาลี ประชาชนประมาณ ๙๕% ไม่รู้ทั้งคำแปล และความหมาย”

 อย่างไรก็ตาม ความพยายามหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงวิธีการสวดพระอภิธรรมที่ประสบผลสำเร็จ คือ พระธรรมโกศาจารย์ หรือ หลวงพ่อปัญญานันทะ อดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทานฯ งานศพที่จัดขึ้นในวัดชลประทานฯ จึงไม่เน้นการสวดมากนัก หากเน้นการแสดงธรรมเป็นสำคัญ

 เช่นเดียวกับที่ วัดไผ่ล้อม ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม ซึ่งมี พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ หลวงพี่น้ำฝน เป็นเจ้าอาวาสวัด ท่านได้ปริวรรตบทสวดพระอภิธรรม โดยในการสวดจบแรก ท่านรักษารูปแบบการสวดบาลีเอาไว้ ส่วนจบที่เหลือ ท่านแปลเป็นภาษาไทย รวมทั้งนำมาเขียนเป็นร้อยกรองใส่ทำนองเข้าไป จนกลายเป็นว่า “พิธีกรรมได้ทำหน้าที่เป็นสื่อนำคนเข้ามาสู่ธรรมได้อย่างสมบูรณ์

 “ทุกครั้งที่ถูกนิมนต์ไปสวดพระอภิธรรม รวมทั้งนั่งฟังสวดพระอภิธรรม ไม่ว่าจะเป็นงานศพใคร ศพเล็กศพใหญ่ วัดเล็กวัดใหญ่ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด สิ่งหนึ่งที่เห็นจะชินตาและกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว คือ งานศพเป็นงานสังสรรค์ งานพบปะเพื่อนร่วมรุ่น คุยกันมากกว่าจะตั้งใจฟังพระสวด ขณะเดียวกัน คนฟังก็ฟังไม่รู้เรื่อง ขนาดพระจำนวนไม่น้อยยังไม่รู้เรื่องเลย จึงมีความคิดว่า ทำอย่างไรจะให้คนเข้าถึงธรรมอย่างแท้จริง” นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงวิธีการสวดพระอภิธรรม ของหลวงพี่น้ำฝน

 จากนั้น หลวงพี่น้ำฝนได้พยายามค้นหาคำแปล โดยขอความรู้จากพระที่มีความสามารถในการแปลภาษาบาลี เมื่อได้ความหมายแล้ว ก็ให้ อ.กมล วีรวงศ์ เรียบเรียงถ้อยคำ แต่ให้คงความหมายเอาไว้ให้มากที่สุด พร้อมทั้งเชิญอาจารย์จากกรมศิลปากร มาช่วยฝึกการสวดพระลูกวัดไผ่ล้อม ในการสวดทำนองต่างๆ ซึ่งมีอยู่ ๓ ทำนอง คือ สวดทำนองสรภัญญะ สวดทำนองเสนาะ และสวดทำนองล่องเรือพระนคร ทั้งนี้ หลวงพี่น้ำฝนได้ร่วมฝึกท่องด้วย เพื่อแก้ไขทำนองสวดที่บกพร่อง รวมทั้งให้น่าฟังยิ่งๆ ขึ้น

 ครั้งแรก ที่ให้พระลงสวดศพที่วัดไผ่ล้อม หลวงพี่น้ำฝน บอกว่า ถึงกับทำให้ญาติสนิทมิตรสหายผู้ตายถึงกับออกอาการที่เรียกว่า "อึ้ง" เลยทีเดียว ขณะเดียวกัน ทางวัดก็ยังทำคู่มือแปลบทสวดพระอภิธรรม เพื่อให้ญาติสนิทมิตรสหายของผู้ตายได้อ่านไปพร้อมๆ กับพระสวด

 จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ภาพคนที่เคยคุยกันระหว่างฟังสวดศพ ไม่ค่อยมีให้เห็นเลย ทุกคนตั้งใจอ่านคู่มือแปลบทสวดพระอภิธรรมไปพร้อมๆ กับการฟังพระสวด และมีอยู่ครั้งหนึ่ง ได้นำพระของวัดไผ่ล้อมไปสวดพระอภิธรรมที่วัดเทพศิรินฯ พร้อมกับนำคู่มือแปลบทสวดพระอภิธรรมไปแจกด้วย ปรากฏว่า แขกที่มาร่วมงานท่องคลอไปตามเสียงสวดของพระ ซึ่งไม่ผิดวินัยสงฆ์ และธรรมเนียมพุทธแต่อย่างใด

   ทั้งนี้ หลวงพี่น้ำฝนพูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า “ทุกวันนี้คนไทยก็เลยพากันไปติดอยู่ที่พิธีกรรมอันเป็นสื่อของธรรมเท่านั้น  พากันหลงลืมธรรมอันเป็นแก่นสารไปอย่างน่าเสียดาย ยามเราไปฟังสวดพระอภิธรรมในงานศพ จึงไม่สู้ได้อะไรมากมายนัก  นอกจากฟังสวดจบแล้วก็กลับบ้าน หรือบางงานก็มีเลี้ยงข้าวต้ม แล้วก็จบพิธีกรรมอย่างห้วนๆ ไม่มีอะไรในทางจรรโลงใจให้สูงส่งขึ้นมาเลย บางวัดมีคนไปร่วมงานศพเป็นพัน ทั้งๆ ที่เป็นงานของผู้มีชื่อเสียง นั่นเป็นโอกาสดีที่สุด ที่พระจะได้แสดงธรรมแก่คนหมู่มาก แต่พระก็เฉยเสีย ไม่เพียงแต่ไม่แสดงธรรมเท่านั้น ถ้าพิธีกรรม ไม่นำคนเข้าสู่ธรรม หรือไม่เปิดโอกาสให้คนได้รู้จักธรรม พิธีกรรมนั้นๆ ก็ไร้ความหมาย พิธีกรรมอาจเป็นได้แค่ "พิธีพราหมณ์" ที่ไม่มีแก่นสารอะไรในทางธรรมเอาเลย คงมีแต่การทำไปอย่างนั้นเอง พอเป็นพิธี ไม่รู้ว่าเพื่อใครและเพื่ออะไร การที่คนไทยส่วนใหญ่เบื่อพิธีกรรมในวัด ก็เพราะพระไม่สามารถสอดใส่สาระลงไปในพิธีกรรมเหล่านั้นนั่นเอง”

จงพึงสังวร
 “พุทธธรรมนำจิตให้  ดับทุกข์ภัยดัวยปัญญา
 บุญกรรมที่ทำมา  ย่อมพาใจกายร้อนรน
 กุศลช่วยดับทุกข์  สร้างความสุขในใจตน
 ผู้ใดใฝ่อกุศล  ผลเป็นทุกข์ไม่สุขใจ
 พุทธานุสสติ  พึงดำริในทันใด
 ยึดธรรมน้อมนำไว้  ควรเลือกใจทาสายกลาง...”

 ที่ยกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งของคำแปลบทสวดพระอภิธรรม ที่หลวงพี่น้ำฝนคิดสร้างสรรค์ขึ้น ทั้งนี้ระหว่างการสวดศพจะแจกคู่มือแปลบทสวดพระอภิธรรมเพื่อให้ญาติสนิทมิตรสหายของผู้ตายได้อ่านไปพร้อมๆ กับพระสวด

 หลวงพี่น้ำฝนบอกว่า พระอภิธรรม คือ ธรรมะขั้นสูง หัวใจของอภิธรรมจะกล่าวถึงเรื่องของ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน สำหรับอภิธรรมส่วนใหญ่พระท่านจะสวดบทพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ อย่างไรก็ตาม มีอุปมาเอาไว้ว่า พระอภิธรรมปิฎกมีความสำคัญ เปรียบเสมือน รากแก้ว พระวินัยปิฎก เปรียบเสมือน ลำต้น และพระสุตตันตปิฎก เปรียบเสมือนกิ่งก้านสาขา ด้วยเหตุนี้ พระอภิธรรมจึงมีความสำคัญที่สุด เป็นความรู้ระดับสูง ที่ท่านเรียกว่า ปรมัตถธรรม

 จุดประสงค์หนึ่งของการฟังสวดพระอภิธรรม คือ เพื่อให้มีความเข้าใจชีวิตที่ว่า ทุกคนต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย จงพึงสังวร สัจธรรมความจริง ที่ทุกคนไม่อาจหนีพ้น รวมทั้งปัจจัยหลักทั้ง ๔ ข้อนี้  ความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันตามลำดับ เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกผู้ ทุกนาม ที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ต้องได้สัมผัส ล้วนมีสาระ มีความสำคัญที่ควรเรียนรู้และจดจำ ถือเป็นเครื่องเตือนสติที่สำคัญ ควรพึงสังวร ตั้งใจระลึกนึกถึงให้มากที่สุด และควรเตือนตน เตือนใจสม่ำเสมอตลอดเวลา

 เพื่อให้แนวคิด และรูปแบบสวดพระอภิธรรมเผยแผ่ออกไปสู่วัดต่างๆ หลวงพี่น้ำฝนได้ฝึกให้พระที่วัดสวดกันเอง รวมทั้งสวดหน้าศพจริงๆ ทั้งนี้ เพื่อบันทึกเป็นซีดีจ่ายแจกไปยังวัดต่างๆ หรือวัดจะเข้ามาดูงานสวดพระอภิธรรมวัดไผ่ล้อม ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ วัดไผ่ล้อม โทร.๐-๓๔๒๕-๐๐๗๗ ถึง ๙, ๐๘-๗๖๙๘-๔๗๗๗

 “ทุกวันนี้ คนไทยก็เลยพากันไปติดอยู่ที่พิธีกรรมอันเป็นสื่อของธรรมเท่านั้น พากันหลงลืมธรรมอันเป็นแก่นสารไปอย่างน่าเสียดาย ยามเราไปฟังสวดพระอภิธรรมในงานศพ จึงไม่สู้ได้อะไรมากมายนัก นอกจากฟังสวดจบแล้วก็กลับบ้าน ไม่มีอะไรในทางจรรโลงใจให้สูงส่งขึ้นมาเลย”

เรื่อง - ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงู"