ไลฟ์สไตล์

ชี้ทางออกพัฒนาระบบสหกรณ์ไทยตัดเนื้อร้าย-สร้างเครือข่ายเข้มแข็ง

ชี้ทางออกพัฒนาระบบสหกรณ์ไทยตัดเนื้อร้าย-สร้างเครือข่ายเข้มแข็ง

28 ก.พ. 2553

26 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ถูกกำหนดเป็นวันสหกรณ์แห่งชาติ เพื่อรำลึกถึงพระกรุณาในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ที่ทรงนำระบบสหกรณ์เข้ามาใช้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและยากจนให้แก่เกษตรกร โดยไทยจดทะเบียนจัดตั้งสหกรณ์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ถือว่าประสบความสำเ

กระนั้น ยอมรับว่าที่ผ่านมาสหกรณ์เองต้องประสบปัญหาอย่างต่อเนื่องด้านการดำเนินงานและด้านการเงิน ทำให้สหกรณ์ยังอ่อนแอ ขาดเครือข่ายที่จะผลักดันให้สหกรณ์สามารถมีอำนาจต่อรองโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการเกษตรที่ยังให้พ่อค้าคนกลางเป็นคนกำหนดราคาและกดราคา ดังนั้นกรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงจำเป็นต้องกำหนดบทบาทและหน้าที่ในการขับเคลื่อนสหกรณ์ขึ้นใหม่เพื่อพัฒนาสหกรณ์ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

 ศาสตราจารย์พิธาน ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง กล่าวตอนหนึ่งในงานสัมมนาทางวิชาการเพื่อการพัฒนาระบบสหกรณ์ เนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2553  ณ โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว จ.เชียงใหม่ ว่า ปัจจุบันสหกรณ์ไทยยังไม่มีความเข้มแข็งพอ เพราะขาดเครือข่าย ขาดการเชื่อมโยง มีความอ่อนแอ มีเพียงสหกรณ์ไม่กี่แห่งเท่านั้นที่มีความพร้อมและเข้มแข็ง หรือกว่า 35% ของสหกรณ์ในประเทศไทยยังมีฐานะทางการเงินที่อยู่ในข่ายต้องเฝ้าระวังและเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยปัจจัยเกิดจากการที่สหกรณ์ทำหน้าที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์อย่างที่ควรจะเป็น ยังทำหน้าที่เฉพาะเรื่องการกู้เงินและการให้กู้เท่านั้น ทั้งที่แท้จริงแล้วสหกรณ์คือการพัฒนา

 "โจทย์ที่สำคัญที่ต้องขบคิดตอนนี้คือ จะทำอย่างไรให้สหกรณ์ไทยที่มีสมาชิกจำนวน 10 ล้านคนเข้มแข็งมากที่สุด ซึ่งผมอยากเสนอ 3 ขั้นตอน คือ 1.ขั้นตอนแห่งการปรับฐานสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ต้องเอาจริงเอาจัง ทำให้ฐานการเงินสหกรณ์เข้มแข็ง 2.การยกระดับสหกรณ์เป็นการสร้างความสามารถให้แก่สหกรณ์ ดีไซน์หลักสูตรให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม แล้วนำไปศึกษาดูงาน เพื่อพัฒนาศักยภาพแต่ละสหกรณ์ ส่วนประการสุดท้ายสหกรณ์จะต้องก้าวไปสู่โลกด้วยการเผยแพร่สินค้าผ่านทางเว็บไซต์ พร้อมกันนี้ยังต้องสร้างความเชื่อมโยงที่มีความเข้มแข็ง เมื่อสหกรณ์เข้มแข็ง เศรษฐกิจของประเทศก็จะเข้มแข็ง ก็จะส่งให้การเมืองเข้มแข็งด้วย" อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังให้ข้อคิด

 ในขณะที่นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ มองว่า การขับเคลื่อนสหกรณ์ภายใต้นโยบายของกรมส่งเสริมสหกรณ์มีการเปลี่ยนแปลงมุมมองแนวคิดใหม่จากเดิมส่งเสริมสหกรณ์ ปัจจุบันจะต้องเปลี่ยนเป็นการพัฒนา คนที่อยู่ในวงการสหกรณ์ตั้งแต่ราชการ ประธานสหกรณ์ กรรมการสหกรณ์ ต้องก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง พร้อมกับการขับเคลื่อนจากภาครัฐ เพราะจะให้ภาครัฐขับเคลื่อนอย่างเดียวไม่สำเร็จแน่นอน ทั้งนี้ต้องเสาะแสวงหาว่าแต่ละสหกรณ์มีความต้องการอะไร สิ่งใดคือปัญหาที่แท้จริง

  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ระบุอีกว่า ขณะนี้สหกรณ์ในประเทศไทยมีจำนวน 7,600 แห่ง ทำรายได้ปีละ 1.26 ล้านล้านบาท โดยแบ่งประเภทเป็นสหกรณ์ชั้นเลิศที่มีการบริหารจัดการที่ดีจำนวน 700 แห่ง สหกรณ์ที่ควรแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างหนี้หรือยกเลิกจำนวน 1,800 แห่ง และสหกรณ์ที่ไม่ดำเนินกิจกรรมเลยและมีปัญหาต่อเนื่องจำนวน 700-800 แห่ง และในสัปดาห์หน้าจะมีการเซ็นคำสั่งยกเลิกสหกรณ์จำนวน 275 แห่ง จะเห็นได้ว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์มีการแบ่งประเภทของสหกรณ์ที่ชัดเจน ซึ่งจะทำให้การพัฒนาเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกระดับ

 "เราต้องแยกสหกรณ์ที่ดีและสหกรณ์ที่ไม่ดีออกเพื่อเป็นการเฝ้าระวัง สิ่งที่เรามองสหกรณ์ต่อจากนี้ไปหน้าที่กรม ไม่ใช่การส่งเสริมสหกรณ์แต่เป็นการพัฒนาสหกรณ์เป็นหลัก สำหรับภาพรวมเอ็นพีแอลสหกรณ์ภาพใหญ่อยู่ที่ 1.8% ภาคการเกษตร 17% นอกจากเกษตร 1% สหกรณ์ออมทรัพย์ต่ำกว่า 0.5% และเครดิตยูเนียน 6% เมื่อเรามองประเภทออกแล้วต้องจัดการแต่ละประเภท เราจะไม่จัดการแบบเหมาเข่ง" นายฉกรรจ์ กล่าว

 จากการสะท้อนมุมมองของการดำเนินงานของสหกรณ์จากมุมมองของนักวิชาการ ภาคการธนาคาร และเจ้ากระทรวงกรมส่งเสริมสหกรณ์ ต่างชี้ให้เห็นข้อบกพร่อง จุดด้อย ที่จะต้องเร่งแก้ไขของสหกรณ์ประเทศไทย หลังจากนี้ต้องเฝ้าจับตาว่าสหกรณ์ภายใต้แนวคิดการดำเนินงานที่อธิบดียืนยันว่าจะเน้นการพัฒนาควบคู่ไปกับการดำเนินงานของภาครัฐ เพื่อให้สหกรณ์ก้าวไปอย่างมั่นคง

ธ.ก.ส.ที่พึ่งแหล่งทุนสมาชิกสหกรณ์

  นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แหล่งทุนใหญ่ของรัฐที่สามารถเสริมความเข้มแข็งให้แก่ระบบสหกรณ์ไทยเปิดเผยว่า ปัจจุบันธ.ก.ส.มีสาขาจำนวน 964 สาขาทั่วประเทศ จำนวนทรัพย์สิน 7.56 แสนล้านบาท ซึ่งธ.ก.ส.ดำเนินงานมาเป็นระยะเวลากว่า 47 ปีแล้ว เคียงข้างเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง ได้ขยายสาขาเข้าท้องถิ่นในระดับอำเภอมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อลดต้นทุนและเหตุผลที่สำคัญเพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงมากขึ้น โดยถือว่าธ.ก.ส.เป็นส่วนหนึ่งของสหกรณ์

 ปัจจุบันเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้นโยบายของรัฐบาล โดยนำนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติ ล่าสุดได้ดำเนินโครงการประกันรายได้ซึ่งพบว่ามีเกษตรกรเข้าร่วมจำนวนกว่า 4 ล้านครอบครัว มีการจ่ายเงินส่วนต่างราคาแล้วจำนวน 3 ล้านราย หรือคิดเป็นเงินจำนวน 3 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม ธ.ก.ส.จะยังอยู่เคียงข้างเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยการดำเนินกิจการนั้นมีเพียง 20% เท่านั้นที่จะทำนอกเหนือภาคการเกษตรได้ อีก 80%ต้องดำเนินการกับภาคเกษตรเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรอยู่แล้ว

 ทั้งนี้ ธ.ก.ส.จะมีการยกระดับเพื่อพยายามให้เกิดการเชื่อมโยงกับธุรกิจภายนอกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ ซึ่งคณะกรรมการธนาคารที่มีนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เป็นประธานกรรมการ ได้อนุมัติในหลักการให้ใช้เงินงบประมาณจำนวน 3-4 พันล้านบาท ดำเนินการใน 3 โครงการใหญ่ ให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี เพื่อลดความเสี่ยง และเป็นหลักประกันให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของธ.ก.ส.จะต้องประสบความสำเร็จ

 สำหรับโครงการที่จะดำเนินงาน คือ 1.การยกระดับเทคโนโลยีและสารสนเทศ โดยให้ยกธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นต้นแบบ เพื่อให้ธ.ก.ส.มีความเป็นมาตรฐานสากลเพิ่มมากขึ้น จะทำให้ขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้นในอนาคต 2.การปรับปรุงระบบบัญชีผู้บริหารและ 3.เรื่องระบบทางเดินข้อมูล พร้อมกันนี้ ยังได้ตั้งเป้าหมายภายใน 4 ปี จะขยายเครือข่ายลงในกลุ่มชุมชนมากขึ้น นำบริการใกล้เกษตรกรเพิ่มมากขึ้นและตั้งเป้าจะขยายจุดบริการเอทีเอ็มเป็น 1,200 จุด จากปัจจุบันมีเพียง 600 จุดเท่านั้น

วรัทยา ไชยลังกา