Kom Lifestyle

รู้จักการชงกาแฟ "Slow Bar" ชงช้า-ช้า แต่ทำไมฮิตจัง

รู้จักการชงกาแฟ "Slow Bar" ชงช้า-ช้า แต่ทำไมฮิตจัง
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

นักดื่มกาแฟคงรู้ดีกันว่า "การชงกาแฟ" มีหลากหลายสไตล์ตั้งแต่ Fast Bar จนถึง "Slow Bar" แต่คุณรู้หรือไม่ว่าสองแบบนี้ต่างกันอย่างไร?

การชงกาแฟสไตล์ "สโลว์ บาร์ (Slow Bar)"?

เป็นวิธีการกาแฟที่ไม่ได้ใช้เครื่องเอสเปรซโซตามที่เราเห็นได้ตามร้านทั่วไป แต่มักป็นการชงกับอุปกรณ์ที่อาศัยแรงคนเป็นหลัก เช่น กาแฟดริป (Drip Coffee) แอโรเพรส (Aeropress) การชงกาแฟเช่นนี้เปรียบคล้ายเป็นงานฝีมือที่ต้องอาศัยเวลาและความพิถีพิถัน กาแฟที่ได้จึงเหมือนงานศิลปะชิ้นสำคัญของวงการแกแฟเลยทีเดียว ส่วนวิธีการดื่มก็จะไม่นิยมดื่มร่วมกับนมเนื่องจากจะทำให้ไม่ได้รับรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของการชงกาแฟแบบต่าง ๆ  

1. การชงแบบดริป - Filter Pour Over/Drip

รู้จักการชงกาแฟ "Slow Bar" ชงช้า-ช้า แต่ทำไมฮิตจัง

ตัวอย่างแรกคือการชงกาแฟแบบ Pour Over หรือที่เรามักได้ยินจนชินหูว่า "กาแฟดริป" จะเป็นการนำกาแฟที่ผ่านการบดแล้วใส่ลงในกระดาษกรอง แล้วจึงนำน้ำร้อนประมาณ 92 - 94 องศาเซลเซียส เทน้ำลงบนกาแฟในทิศทางวนเป็นวงกลมให้น้ำไหลผ่านกระดาษกรองลงสู่แก้ว ซึ่งหัวใจสำหรับการทำกาแฟดริปคือการวนให้เหมือนกันทุกครั้ง เพราะ​​ แรงของน้ำที่มีต่อกาแฟ (การเทน้ำให้น้ำไหลอ่อนหรือแรง) และจำนวนของการหมุนรอบมีผลต่อรสชาติของกาแฟ ส่วนสิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปแต่ละครั้งคือชนิดของกาแฟ  

 

 

2. เฟรนช์ เพรส - French Press

รู้จักการชงกาแฟ "Slow Bar" ชงช้า-ช้า แต่ทำไมฮิตจัง

เครื่องชงเฟรนช์เพรส หรือ เพรสพ็อท French Press (Press Pot) ควรใช้กับกาแฟบดขนาดที่หยาบกว่าปกติเพราะตาข่ายที่กรองของตัวเครื่องมักมีรูที่ใหญ่กว่ากระดาษกรองของวิธีอื่น น้ำกาแฟที่ได้จากการใช้เครื่องเฟรนช์เพรสมักมีตะกอนเล็ก ๆ ของผงกาแฟติดออกมาด้วย ซึ่งเมื่อแช่กาแฟลงไปในเครื่องนี้อาจทิ้งไว้ประมาณ 4 นาทีขึ้นอยู่กับชนิดของกาแฟ แล้วจึงกดก้านลงให้แยกน้ำกาแฟออกจากผงกาแฟไว้ด้านล่าง เพราะจะทำให้กาแฟชุ่มน้ำและสกัดกาแฟออกมาอย่างสม่ำเสมอแล้วเทน้ำกาแฟออกจนหมดเครื่องเพื่อไม่ให้น้ำกาแฟที่เหลือแช่อยู่กับผงกาแฟนานจนได้รสชาติที่เข้มจนเกินไป

 

3. แอโร่เพรส - Aeropress

รู้จักการชงกาแฟ "Slow Bar" ชงช้า-ช้า แต่ทำไมฮิตจัง


เป็นการชงกาแฟที่ก้ำกึ่งระหว่างการชงด้วยเครื่องเอสเปรซโซ และ เครื่องชงเฟรนช์เพรส เนื่องจากการชงแบบนี้จะอาศัยการไล่กดกาแฟสู่แก้วเหมือนกับเฟรนช์เพรส แต่จะเป็นการกดด้วยสูญญากาศที่คล้ายกับการชงด้วยเครื่องเอสเปรซโซ


 

4. ไซฟ่อน - Syphon

รู้จักการชงกาแฟ "Slow Bar" ชงช้า-ช้า แต่ทำไมฮิตจัง

การชงกาแฟด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่าไซฟ่อน จะมีอุปกรณ์หลัก ๆ สองชิ้นด้วยกัน คือ ถ้วยแก้วทดลองทางวิทยาศาสตร์ (ล้อเล่น) สิ่งนั้นเรียกว่า กระเปาะแก้วทรงกลม ซึ่งจะต้องมีสำหรับด้านล่างและแก้วทรงกระบอกด้านบน เริ่มจากใส่น้ำร้อนที่กระเปาะด้านล่าง แล้วตั้งเตาให้ความร้อนจนเกิดแรงดันน้ำไหลขึ้นสู่กระบอกแก้วด้านบนจนหมด จากนั้นจึงใส่ผงกาแฟและคนให้เข้ากันจนได้ที่ แล้วปิดเตา เมื่อความร้อนลดลง น้ำกาแฟก็จะไหลกลับลงมาที่กระเปาะแก้วด้านล่าง เนื่องจากวิธีนี้ใช้น้ำอุณหภูมิสูงมาก น้ำกาแฟที่ได้จึงถ่ายทอดรสชาติและความซับซ้อนของกาแฟได้ดี

 

 

5.การอัดก๊าซไนโตรเจน - Nitrogen-Brewed

รู้จักการชงกาแฟ "Slow Bar" ชงช้า-ช้า แต่ทำไมฮิตจัง

กาแฟแบบอัดก๊าซไนโตรเจนนี้ได้รับความนิยมสูงมากในต่างประเทศโดยเฉพาะอเมริกาและออสเตรเลีย ซึ่งจะมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Morning Beer (เบียร์เช้า) เพราะรสสัมผัสจะคล้ายกับรสของดราฟ์เบียร์ เนื่องจากกาแฟนี้จะมีการอัดไนโตรเจนเข้าไปเหมือนดราฟท์เบียร์นั่นเอง โดยมักนำน้ำกาแฟที่ได้จากกาแฟแช่น้ำอุณหภูมิห้องกับผงกาแฟเป็นเวลา 6 ชั่วโมงขึ้นไป มาก็อัดก๊าซไนโตรเจนซึ่งสัดส่วนของก๊าซและชนิดของกาแฟที่ใช้แต่ละร้านจะต่างกัน แต่ที่แน่ ๆ คือน้ำกาแฟที่ได้บางร้านจึงอาจมีรสซ่าส์

 

logoline