Kom Lifestyle

รู้หรือไม่ วันนี้ "เด็ก" และวัยรุ่นเสี่ยงเป็น "โรคเบาหวาน" มากขึ้น

รู้หรือไม่ วันนี้ "เด็ก" และวัยรุ่นเสี่ยงเป็น "โรคเบาหวาน" มากขึ้น
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

โรคเบาหวาน (Diabetes) เป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติจากการที่ร่างกายไม่สามารถหลั่งสารอินซูลินในปริมาณที่เพียงพอเพื่อมาจัดการกับระดับน้ำตาล หรือเกิด "ภาวะดื้ออินซูลิน"

โรคเบาหวานในเด็ก แตกต่างจาก โรคเบาหวานในผู้ใหญ่ อย่างไร ?

หากเกิดโรคเบาหวานในเด็กและวัย จะทำให้มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้เยอะกว่าในวัยผู้ใหญ่

 

เนื่องจากวัยเด็กและวัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตและการแปลงเปลี่ยนทางด้านอารมณ์ และใช้ความรู้สึกมากกว่าอารมณ์ในการตัดสินใจเป็นส่วนใหญ่ จึงอาจส่งผลต่อการควบคุมการรักษาหรือควบคุมอาการของโรคได้ไม่ดีเท่ากับผู้ใหญ่ จึงอาจจะต้องใช้บุคคลรอบข้าง เช่น ผู้ปกครอง หรือญาติ ในการดูแลร่วมด้วย

 

 

"ภาวะดื้ออินซูลิน" คือ "สารอินซูลิน" ที่ร่างกายหลั่งมามีประสิทธิภาพไม่ดีพอต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่จะส่งผลต่อไปต่อกระบวนเผาผลาญหรือกระบวนการเปลี่ยนอาหารและเครื่องดื่มที่บริโภคเข้าไปให้กลายเป็นพลังงานโดยเฉพาะน้ำตาล โดยหากระดับน้ำตาลในเลือดไม่สามารถถูกควบคุมให้อยู่ในระดับปกติจะส่งผลกระทบที่สามารถทำลายหัวใจ หลอดเลือด ไต และระบบประสาท นอกจากนี้อาจทำให้สูญเสียการมองในระยะยาวได้ โรคเบาหวานมีหลายชนิดสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย

 

 

โดยเฉพาะโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และ 2 ที่เด็กเล็กและวัยรุ่นสมัยใหม่มีแนวโน้มที่จะเป็นกันมากขึ้น เพราะเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น การกินอาหาร Fast Food หรืออาหารที่หวานจัด เป็นอาหารประเภทแป้งในสัดส่วนที่สูง มีแคลอรี่สูงต่อมื้อ การเกิดโรคอ้วน ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเกิดจากกรรมพันธุ์ เป็นต้น

 

รู้หรือไม่ วันนี้ "เด็ก" และวัยรุ่นเสี่ยงเป็น "โรคเบาหวาน" มากขึ้น

 

รู้หรือไม่ วันนี้ "เด็ก" และวัยรุ่นเสี่ยงเป็น "โรคเบาหวาน" มากขึ้น

สาเหตุโรคเบาหวานชนิดที่ 1:

สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย และพบได้บ่อยสำหรับโรคเบาหวานเด็กและวัยรุ่น สาเหตุเกิดจาก:

ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเซลที่ผลิตอินซูลินในตับอ่อน โดยสาเหตุยังไม่เป็นที่แน่ชัดซึ่งวงการแพทย์ได้ทำการวิเคราะห์หาสาเหตุต่อไป เมื่อเกิดสภาวะนี้ร่างกายจะไม่สามารถเผาผลาญและนำน้ำตาล (Glucose) ที่อยู่ภายในกระแสเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างเหมาะสม รวมถึงไม่สามารถขับออกทางปัสสาวะได้อย่างเป็นปกติ จึงทำให้เกิดสภาวะน้ำตาลในร่างกายมากเกินไป

 

สาเหตุโรคเบาหวานชนิดที่ 2:

มีโอกาสพบได้ในวัยรุ่น สาเหตุเกิดจาก:
● ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้เพียงพอและเซลล์ไม่สามารถนำน้ำตาล (Glucose) มาใช้ในการสร้างพลังงานได้ดีนัก
● ในวัยรุ่นที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน และมีประวัติครอบครัวที่เคยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นี้ จึงส่งผลให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
● ผู้ที่มีชาติพันธ์ุที่เป็นชาวเอเชียใต้ที่มีมีอายุ 25 ปีขึ้นไป
● จะมีความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อมีอายุ 40 ปีขึ้นไป

 

 

อาการแสดงที่สังเกตได้

  • ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะเวลากลางคืน
  • ดื่มน้ำมากกว่าปกติ หรือกระหายน้ำบ่อยครั้ง
  • มีความอยากอาหารอยู่บ่อยๆ
  • การมองเห็นพร่ามัวไม่ชัดเจนหรือเกิดภาพซ้อน, บาดแผลหายช้า 
  • ลมหายใจมีกลิ่นคล้ายผลไม้หวาน
  • รู้สึกเหนื่อยล้าและหงุดหงิดง่าย
  • น้ำหนักลดลงทั้งที่กินจุ
  • โดยจะต้องได้รับการตรวจสุขภาพเพื่อประเมินความเสี่ยงโรคเบาหวาน
  • ความเสี่ยงต่อภาวะโรคแทรกซ้อน
  • เบาหวานขึ้นตา ทำให้ตามองเห็นไม่ชัด และอาจร้ายแรงถึงตาบอด หากมีการติดเชื้อหรืออักเสบร่วมด้วย
  • โรคไต การเป็นโรคเบาหวานในระยะเวลานานๆ จะทำให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี ส่งผลทำให้ไตเสื่อม จากรายงานข้อมูลจาการรายงานผลการลงทะเบียนรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไตของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยในปี 2556 คนไทยที่เป็นโรคไตวายมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 
  • ระบบประสาทเสื่อม มีอาการชาบ่อยๆ การรับความรู้สึกตามอวัยวะต่างๆ ลดลงจนไร้ความรู้สึก เช่น มือ เท้า ก้น เป็นต้น

 

 

การติดโรคโควิด-19 (Covid-19) สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน มีโอกาสเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่มีสุขภาพปกติ ที่จะมีผลต่อการเกิดอาการอักเสบที่รุนแรงต่อเนื้อเยื่อปอด และระบบทางเดินหายใจที่ขัดข้อง

 

 

"เบาหวาน" ในเด็กและวัยรุ่นป้องกันได้หรือไม่

ปัจจุบัน ยังไม่มีการระบุได้จากวงการแพทย์สากล โดยเฉพาะโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และที่มีสาเหตุมาจากทางกรรมพันธุ์ แต่มีหลักฐานการวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถดูแลและป้องกันตัวเองในเบื้องต้นได้จากการปรับการใช้ชีวิตประจำวันให้มีวินัยมากขึ้น เช่น หากมีภาวะน้ำหนักเกินต้องลดน้ำหนักเพื่อลดความเสี่ยง การเลือกกินอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัด มันจัด เลือกกินอาหารตามหลักโภชนาการจัดการกับความเครียดได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

 

การรักษาโรคเบาหวานในเด็กและวัยรุ่น

การดูแลและรักษาโรคเบาหวานสำหรับผู้ป่วยทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะมีส่วนป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่จะมากับโรคเบาหวานทั้ง 2 ประเภทได้ และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

● โรคเบาหวานชนิดที่ 1

จะต้องใช้อินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยจะต้องตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ และการคำนวณปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ได้รับประทานและดื่ม วิธีนี้จะทำให้รู้ปริมาณการใช้อินซูลินต่อปริมาณสารอาหารที่บริโภคได้อย่างเหมาะสม การสร้างสุขภาพที่ดี การออกกำลังกายเป็นประจำ และกินอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างเหมาะสมตามหลักโภชนาการ สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานในเด็กและวัยรุ่นได้
 

● โรคเบาหวานชนิดที่ 2

จัดการการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างเหมาะสมตามหลักโภชนาการ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการรักษาน้ำหนักตามเกณฑ์มาตรฐาน แต่บางรายก็ต้องใช้ยาด้วย เช่น ยาเม็ดและอินซูลิน หรือการรักษาอื่นๆ และควรทดสอบระดับกลูโคสในเลือดเหมือนผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 และรักษาตามหลักเวชปฏิบัติทั่วไป (GP: General Practitioner) ที่จะเป็นแนวทางได้ว่าควรจะดูแลและรักษาอย่างไรให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

 

 

"การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา" โดยการปรับการใช้ชีวิตประจำวันให้มีวินัยทางด้านสุขภาพมากขึ้น เช่น หากมีภาวะน้ำหนักเกินสามารถการลดน้ำหนักเพื่อลดความเสี่ยง การเลือกกินอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ หลีกเลี่ยงการกิจอาหารรสหวานจัด มันจัด เลือกกินอาหารตามหลักโภชนาการ จัดการกับความเครียดได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หากคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองท่านใดเกิดข้อสงสัยหรือต้องการทราบถึงสุขภาพของบุตรหลานของท่านว่ามีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานหรือไม่ อาจจะต้องได้รับการตรวจสุขภาพเพื่อประเมินความเสี่ยงโรคเบาหวาน

 

 

ที่มาข้อมูล:
www.pathlab.co.th

logoline

ข่าวที่น่าสนใจ

logo-pwa

เพิ่ม คมชัดลึก ออนไลน์

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด