
ผ่าตัดรักษา"ต้อกระจก"
ต้อกระจก (Cataract) เป็นโรคที่เกิดจากการขุ่นของเลนส์แก้วตา ทำให้แสงผ่านไปยังประสาทตาได้น้อยลง สายตาจะมัวลงเรื่อยๆ ตามความขุ่นทึบของเลนส์แก้วตา
อาการของโรคต้อกระจก
-ตามัวเหมือนมีหมอกบัง
-ตามัวมากเวลามีแสงจัด
-บางรายมองเห็นเป็นภาพซ้อน
-ทิ้งไว้นานต้อจะ “สุก” ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน ปวดตารุนแรง และลุกลามเป็นโรคต้อหิน หรือม่านตาอักเสบ ถ้ารักษาไม่ทัน อาจสูญเสียการมองเห็น
สาเหตุของโรค
-ความเสื่อมตามวัย
-อุบัติเหตุที่ตา
-ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์
-โรคบางชนิด เช่น ต้อหิน ม่านตาอักเสบ เบาหวาน เบาหวานเข้าตา ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์หรือพันธุกรรม
การรักษาโรคต้อกระจก
ทำได้โดยการผ่าตัดเท่านั้น การใช้ยายังไม่มีข้อพิสูจน์แน่ชัดว่า จะสามารถรักษา หรือยับยั้งการเป็นต้อกระจกได้
การเข้ารับการรักษา
พิจารณาจากอาการตามัวของต้อกระจก ถ้าเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน หรือกิจวัตรประจำวัน ควรได้รับการผ่าตัดรักษา
การผ่าตัดต้อกระจกมี 2 วิธี คือ
-การผ่าตัดแบบเปิดแผลกว้างและเย็บแผล
-การผ่าตัดโดยการสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
การปฏิบัติตัวก่อนผ่าตัด
-ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวให้กินยาตามปกติ ไม่ต้องงดยา ยกเว้นยาที่แพทย์แจ้งให้งดก่อนผ่าตัด (แอสไพริน)
-หนึ่งวันก่อนผ่าตัด ให้สระผมให้สะอาด งดการแต่งหน้า หรือทาครีมใดๆ ในวันผ่าตัด
-ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร (ยกเว้นกรณีแพทย์สั่ง)
การปฏิบัติตัวขณะผ่าตัด
ขณะผ่าตัด ควรนอนนิ่งๆ ไม่เกร็ง ปล่อยตัวตามสบาย ห้ามเอียงหน้า ส่ายหน้า หรือสั่นศีรษะ ไม่ไอ จาม หรือพูดคุย ถ้าจะทำอะไร ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน
การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด
-เช็ดหน้าวันละ 1 ครั้ง กลางวันอาจใส่แว่นตาได้ ช่วงก่อนนอนควรครอบฝาครอบพลาสติกในช่วง 2-3 สัปดาห์หลังผ่าตัด ไม่สัมผัสหรือขยี้ตาที่ได้รับการผ่าตัด
-หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนัก และว่ายน้ำเป็นเวลา 1 เดือน
-อ่านหนังสือ หรือดูโทรทัศน์ได้ตามปกติ ไม่มีข้อห้าม
-ใช้ยาตามแพทย์สั่ง และมาตามแพทย์นัดอย่างเคร่งครัด
-รับประทานอาหารได้โดยไม่ต้องจำกัด ยกเว้น อาหารแข็งและเหนียว
-นอนหนุนหมอนได้ ห้ามนอนคว่ำหน้าโดยเด็ดขาด
-การขับถ่าย พยายามอย่าให้ท้องผูก หรือท้องเสีย
-ห้ามยกของหนักเกิน 5 กิโลกรัม
-ห้ามก้มหน้าเก็บของ หรือผูกเชือกรองเท้า
ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงทุกชนิด เช่น ความดันโลหิตสูง ให้รักษาความดันโลหิตสูงก่อนการผ่าตัด
โรงพยาบาลเกษมราษฎร์
โทร.0-2910-1600 ต่อ 1432-3
-----------



