
เปิดม่านการศึกษาประจำวันที่25ก.พ.
0 ข่าวเด็กไทยโกงข้อสอบโอเน็ต หรือ "การทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน" สะท้อนภาพลักษณ์สังคมได้เจ็บปวดดีนักแล เพราะค่านิยมที่ว่า "ขอแค่ได้คะแนนดี แต่ไม่สนใจว่าจะทำดีหรือทำชั่ว" สอดรับกับผลวิจัยหลายสำนักที่ว่า "ขอให้รวยจะทุจริตก็ยอมรับได้" นี่คือจุดอ่
0 เหนืออื่นใด "แก่นแท้" ของการศึกษา "เด็กต้องมีคุณภาพ" นับเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ต้องเร่งลงมือแก้ไขด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะความพยายามปรับแนวข้อสอบโอเน็ตใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหา "เด็กทิ้งดิ่ง" หรือเด็กเดาข้อสอบ ได้จริงหรือไม่ กับการทำข้อสอบโอเน็ตของนักเรียนชั้น ม.6 เกือบ 3 แสนคนทั่วประเทศเมื่อวันที่ 20-21 กุมภาพันธ์ 2553 คงมีคำตอบอยู่ในใจ "ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน" ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สทศ.) อยู่แล้ว
0 ว่ากันว่า การเดาข้อสอบ หรือ "ทิ้งดิ่ง" นักสถิติวิเคราะห์กันเอาไว้ว่า เด็กมีโอกาสทำคะแนนโอเน็ตได้ 25% จากการเลือกช้อยส์คำตอบ 4 ข้อ หรือข้อสอบเป็นแบบปรนัย แต่ข้อสอบโอเน็ตใหม่โหดยิ่งกว่านั้น เพราะจากการวิเคราะห์ของนักสถิติแล้วฟันธงว่า โอกาสที่เด็กจะทำคะแนนสอบได้มีแค่ 1 ใน 600-700 เท่านั้น และมีแนวโน้มว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานคะแนนโอเน็ตของเด็กม.6 ปี 2552 จะต่ำกว่าปี 2551 หลายเท่าตัว นะขอบอก!
0 ครูแจ่ม วิงวอน "ผอ.สทศ." ว่าการจะเปลี่ยนแปลงใดๆ แม้มีการตีปี๊บบอกเด็ก แต่เชื่อหรือไม่ว่า การปรับเปลี่ยนข้อสอบโอเน็ตใหม่ประจำปีการศึกษา 2552 ที่จัดสอบไปตามวันเวลาดังกล่าวนั้น เชื่อเถอะหากนักเรียนอยู่ในโรงเรียนดีเด่นดังหรือในเมืองใหญ่จะได้เปรียบด้านข้อมูลข่าวสาร แต่เด็กที่เรียนอยู่โรงเรียนโคกอีแร้ง อินเทอร์เน็ตเข้าไม่ถึง ครูขาดแคลน ถามว่าเด็กเหล่านี้มีความผิดหรืออย่างไร ที่ไม่รู้ว่ามีการปรับเปลี่ยนแนวออกข้อสอบโอเน็ตใหม่ หน้าที่นี้เป็นของใคร!
ครูแจ่ม



