ไลฟ์สไตล์

ผู้ปกครองสุขใจ"ทำดี มีอาชีพ"กอ.รมน.หนุนเด็กพฤติกรรมดีขึ้น

ผู้ปกครองสุขใจ"ทำดี มีอาชีพ"กอ.รมน.หนุนเด็กพฤติกรรมดีขึ้น

23 ก.พ. 2553

หลังจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่ได้จัดโครงการทำดี มีอาชีพในพื้นที่ 30 จังหวัดชายแดนทั่วประเทศ

โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กอ.รมน.ได้จัดกิจกรรมวันผู้ปกครองเยี่ยมเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการทำดี มีอาชีพขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่สโมสรกองทัพบก ถนนวิภาวดี กรุงเทพฯ โดยมีผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรมนี้กันอย่างมีความสุขและอบอุ่นใจ

 พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสนาธิการทหารบก เป็นประธานในกิจกรรมวันผู้ปกครองเยี่ยมเยียนเยาวชน กล่าวว่า หลังจากที่ กอ.รมน.ตระหนักและเห็นความจำเป็นเพื่อสนองพระราชดำริในหลวงในการให้โอกาสแก่เยาวชนที่ขาดโอกาส หรือขาดความรู้ ได้โอกาสเพิ่มทักษะด้านอาชีพ มีความรับผิดชอบในตัวเอง มีความมั่นคงในชีวิต กับโครงการ ทำดี มีอาชีพ แล้ว ก็ต้องการให้ผู้ปกครองเดินทางมาเยี่ยมชมเด็กๆ ที่เข้ารับการอบรมถึงสถานศึกษาด้วยตัวเองว่า เด็กๆ ใช้ชีวิตและเรียนอย่างไร เพื่อลดความกังวลของผู้ปกครอง เนื่องจากเยาวชนเหล่านี้บางคนไม่เคยออกนอกพื้นที่จังหวัดภาคใต้เลย จึงนำผู้นำชุมชนและผู้ปกครองมาเยี่ยมเยียนเพื่อลดความห่วงใย และเพื่อให้เห็นว่ากองทัพนั้นทำจริง ตลอดจนให้บรรดาผู้แทนเหล่านี้ได้นำสิ่งที่พบเห็นไปพูดคุยหรือบอกต่อในชุมชนว่าโครงการของเราเป็นโครงการที่ดี และเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาด้านความมั่นคงของประเทศ และหวังให้เด็กมีความมั่นคงในชีวิตต่อไป

 ด้านนางไรหนับ เพ็ญนา ที่เป็นตัวแทนจากหมู่บ้านใน ต.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี มาเยี่ยมชมเด็กๆ ของหมู่บ้านเผยว่า เด็กชุดนี้เป็นรุ่นที่ 6 แล้ว โดยชุดแรกได้ส่งลูกชายไปเข้าร่วมโครงการนำร่อง เมื่อลูกชายกลับบ้านหลังเข้าฝึกอาชีพกับโครงการนี้ พบว่าลูกมีความประพฤติดีขึ้น จึงชักชวนลูกหลานในหมู่บ้านเข้าร่วมโครงการด้วย ซึ่งเด็กๆ ที่กลับไปก็มีชีวิตดีขึ้นมากจริงๆ โดยลูกชายตัวเองแม้ยังไม่ได้ทำอาชีพที่ร่ำเรียนมา แต่ทักษะด้านอื่นๆ เช่น การพัฒนาตัวเอง การเข้าสังคมก็ดีขึ้น ไม่ใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่าย โดยเฉพาะการ “ไม่เผาเงินทิ้ง” ซึ่งไรหนับอธิบายว่า เป็นสำนึกของเด็กเองที่สองมือเขาหาเงินมาได้ จึงเกิดความเสียดายไม่เอาเงินไปซื้อบุหรี่มาสูบ ซึ่งหมายถึงการเผาเงินทิ้งนั่นเอง

 ไรหนับ เล่าด้วยว่า เด็กส่วนใหญ่สนใจเรียนเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ เพราะในพื้นที่ใช้มอเตอร์ไซค์เยอะ น่าจะเป็นอาชีพที่สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ ส่วนตัวเองจะกลับไปอธิบายให้พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กในพื้นที่ให้เข้าใจ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถดึงเด็กๆ เข้ามาร่วมกันพัฒนา ไม่ต้องถึงกับพัฒนาประเทศได้ แต่สามารถพัฒนาสังคมหมู่บ้านให้ค่อยๆ ดีขึ้นก็พอใจแล้ว

 ส่วนนางนารถ หะซา แม่ค้าขายไก่ย่าง-ส้มตำ วัย 46 ปีจาก อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ซึ่งเดินทางมาเยี่ยม ทวีศักดิ์ หะซา ลูกชายวัย 17 ปี ที่เข้าร่วมโครงการเผยว่า ก่อนหน้านี้เครียดที่เห็นลูกชายคนเล็กเรียนไม่จบ ม.3 เพราะตัวเองก็หาเช้ากินค่ำ ออกจากบ้านแต่เช้า ลูกก็ยังไม่ตื่น กลับมาบ้านมืด ลูกก็ไม่อยู่บ้าน ตัวเองยังเคยร้องไห้กลุ้มใจกลัวลูกไม่เข้าใจ จนกระทั่งมีโครงการนี้ จึงแนะนำให้ลูกมาเรียน ลูกก็ยอมมาเรียนซ่อมรถมอเตอร์ไซค์พร้อมเพื่อนอีก 3-4 คน ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา หลังจากที่ลูกชายได้เข้าร่วมโครงการ เหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ไม่ต้องคิดมากเหมือนเดิม เพราะลูกชายเป็นคนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีความรับผิดชอบมากขึ้น ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบถึงแม่และพี่สาวให้รักษาสุขภาพ ทั้งยังบอกด้วยว่า หากเรียนจบแล้วมีงานทำก็จะหาเงินให้ใช้

 "ขอบคุณภาครัฐที่จัดโครงการดีๆ อย่างนี้ขึ้นมา เพราะเป็นการให้โอกาสแก่เด็กๆ ที่เป็นเด็กซึ่งแทบจะไม่มีโอกาสฝึกด้านนี้เลย ได้เข้ามาฝึกอาชีพ ฉุดพวกเขาขึ้นมาให้มีแสงสว่างในชีวิตได้" นางนารถ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

 ด้าน พล.ท.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายกิจการพลเรือน ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานกิจการมวลชนและสารนิเทศของ กอ.รมน.กล่าวว่า แรกเริ่มโครงการนี้ทำขึ้นจากพื้นฐานพระบรมราโชบายในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ตรัสว่า "การแจกสิ่งของหรือเงินแก่ราษฎรนั้น เป็นการช่วยเหลือชั่วคราวไม่ยั่งยืน การที่จะช่วยประชาชนให้อยู่รอดได้ก็คือการให้อาชีพ" ซึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ก็เล็งเห็นและน้อมนำมาใช้โดยมีหลักสำคัญ 3 อ. ได้แก่ โอกาส อาชีพ และอนาคต โดยระบุว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพ และหากเด็กๆ ได้รับโอกาสให้ใช้ศักยภาพของตัวเอง พวกเขาก็จะทำได้ ซึ่งเราก็ให้โอกาสเขา เพราะหากเราไม่ให้ เขาก็จะไปทางอื่น

 ผู้ปกครองสนใจส่งลูกเข้าร่วมโครงการทำดี มีอาชีพ สอบถามได้ กอ.รมน.ทุกพื้นที่ เพราะโครงการนี้ จะทำต่อเนื่องไปอีก 3 ปี โดยเฉพาะในหลักสูตรปี 2553 ที่มีระยะการเรียนมากขึ้น ทั้งแบบ 45 วัน และแบบ 120 วัน ตามแต่ความสนใจและทักษะของเด็ก