Kom Lifestyle

เข้าใจ "โรคภูมิแพ้" โรคที่ก่อความรำคาญ อาการรุนแรงอาจต้องผ่าตัด

เข้าใจ "โรคภูมิแพ้" โรคที่ก่อความรำคาญ อาการรุนแรงอาจต้องผ่าตัด
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

หากใครมีอาการ ไอ จาม หายใจฟึดฟัด คัดจมูก มีน้ำมูกไหล นอนกรน เป็น ๆ หาย ๆ อย่างนิ่งนอนใจเพราะอาจเป็นสัญญาณโรคจมูกอักเสบ

โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้หรือที่เรียกกันว่า "แพ้อากาศ" เป็นโรคที่เกิดจากเยื่อบุจมูกมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากผิดปกติ โดยเฉพาะสารก่อภูมิแพ้ เกิดอาการคัน น้ำมูกไหล จาม และคัดจมูก สารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยคือ ไรฝุ่น แมลงสาบ รังแคแมว สุนัข เกสรละอองหญ้าและเชื้อรา

 

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ถึงแม้จะไม่รุนแรง แต่ค่อนข้างมีผลให้ใช้ชีวิตไม่สะดวก แถมยังสร้างความรำคาญให้กับตัวผู้ที่ป่วยอย่างมากเนื่องจากจะทำให้น้ำมูกไหล คันจมูก หรือจามตลอดเวลา แต่หากไม่รักษาอย่างถูกต้อง อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก หูชั้นกลางอักเสบโดยเฉพาะในเด็ก ภาวะมีน้ำขังในหูชั้นกลาง จมูกไม่ได้กลิ่น นอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ทำให้อาการหอบหืดเป็นมากขึ้นได้ หรือทำให้เป็นโรคหืด การรักษาโรคนี้อย่างถูกต้อง นอกจากจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นแล้ว ยังสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนดังกล่าวได้ด้วย

 

อาการ

  • จาม คันจมูก น้ำมูกไหลออกมาทางจมูก หรือไหลลงคอ คัดจมูก คันเพดานปากหรือคอ นานมากกว่า 1 เดือนขึ้นไป
  • ในเด็กที่มีอาการคันจมูก เด็กมักจะยกมือขึ้นขยี้ หรือ เสยที่ปลายจมูกบ่อยๆ
  • รอยตามีสีคล้ำๆ โดยเฉพาะที่ขอบตา
  • อาการดังกล่าว จะเป็นๆ หายๆ และดีขึ้นเอง หลังหมดเหตุดังกล่าว หรือดีขึ้นหลังได้รับยาแก้แพ้
  • อาจมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆ เช่น โรคเยื่อบุตาอักเสบภูมิแพ้,โรคหืด, โรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้
  • อาจมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆ ดังกล่าว

 

การตรวจพิเศษเพื่อช่วยในการวินิจฉัย

  1. การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง - โดยการหยดน้ำยาสกัดสารก่อภูมิแพ้และน้ำยาเปรียบเทียบผลบวกและผลลบ บริเวณผิวหนังที่ท้องแขน หรือแผ่นหลัง แล้วสะกิดด้วยอุปกรณ์โดยเฉพาะ อ่านผลการทดสอบที่ 15 นาที วิธีนี้ผู้ป่วยควรงดยาแก้แพ้ หรือยาต้านฮิสตามีนอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนมาทดสอบ

เข้าใจ "โรคภูมิแพ้" โรคที่ก่อความรำคาญ อาการรุนแรงอาจต้องผ่าตัด

  1. การตรวจสารก่อภูมิที่จำเพาะในเลือด - คือ ตรวจหา lgE ที่จำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้แต่ละชนิดในเลือดผู้ป่วย ข้อดีของการตรวจชนิดนี้คือ ไม่ต้องงดยาแก้แพ้ หรือ ยาต้านฮิสตามีนก่อนมาตรวจเลือด

 

การรักษา

  1. การหลีกเลี่ยง หรือ กำจัดสิ่งที่แพ้โดยกำจัดหรือลดปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เหลือน้อยที่สุด โดยเฉพาะ “ในห้องนอน” หรือห้องทำงาน ที่ผู้ป่วยต้องใช้เวลาอยู่ในห้องนาน 6-8 ชั่วโมงต่อวัน
     
  2. การใช้ยาบรรเทาอาการ  เช่น

- ยาต้านฮิสตามีน ซึ่งจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อให้ยา ก่อนที่จะสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้

- ยาหดหลอดเลือด มีทั้งในรูปรับประทานและใช้เฉพาะที่ ทำให้หลอดเลือดหดตัวและเนื้อเยื่อในจมูกยุบบวมทำให้อาการคัดจมูกน้อยลง

- ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก ถือเป็นการรักษามาตรฐานของโรคนี้ โดยเป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้มากที่สุด ดังนั้นจึงใช้ยานี้ในการรักษาและป้องกันอาการ

 

  1. การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ เป็นการรักษาโดยฉีดสารก่อภูมิแพ้ ที่คิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ เข้าไปในร่างกายทีละน้อย แล้วค่อย ๆ เพิ่มจำนวนเพื่อให้สร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ วิธีนี้จะใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการมาก ไม่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยยา หรือผู้ที่มีโรคภูมิแพ้หลายชนิดร่วมด้วย วิธีนี้จะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีครึ่ง ถ้าได้ผลดี อาจต้องฉีดต่อเนื่องไปอีก 3-5 ปี
     
  2. การผ่าตัด ใช้ในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการคัดจมูกหรือน้ำมูกไหล ซึ่งให้การรักษาโดยการใช้ยาอย่างเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น หรือมีโรคบางอย่างร่วมด้วย เช่น ผนังกั้นช่องจมูกคด เยื่อบุจมูกบวมมากผิดปกติ ริดสีดวงจมูก ไซนัสอักเสบ ซึ่งไม่ดีขึ้นหลังให้การรักษาด้วยยา

 

ที่มาข้อมูล :

www.sikarin.com/doctor-articles

logoline