ไลฟ์สไตล์

ถึง รมว.คลัง

ถึง รมว.คลัง

24 ก.พ. 2553

"ธนาคารพ่วงประกัน"

วันนี้มีเรื่องมาคลายทุกข์ เมื่อเปิดไปอ่านหน้า "เปิดซองส่องไทย" ของลุงแจ่ม ก็ต้องสะดุดกับการร้องทุกข์ของ ชาวเทพสถิต ที่ชัยภูมิ เรื่องการเปิดบัญชีพ่วงประกัน เห็นคำแก้ตัวของผู้จัดการแบงก์รวงข้าว ที่ร่ายยาวเหยียดตามจรรยาบรรณเป๊ะๆ แต่ที่ไหนได้
 สรุปดื้อๆ ว่า "ยกเว้นมีคำสั่งจากสำนักงานใหญ่ให้ทำยอด"
 แล้วจะแจงให้เปลืองหน้ากระดาษทำไม ผมขอร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยคนนะครับ ผมว่าการควบรวมกิจการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจการเงิน ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์มัดมือชกแบบนี้ เท่าที่ผมสังเกตมา คงจะจริง เพราะสาวแบงก์ หนุ่มแบงก์ อาจจะมองว่านี่ไม่ใช่อาชีพในฝันเหมือนแต่ก่อน เพราะไม่ได้นั่งนับเงินสบายๆ อีกต่อไป ต้องสวมบท "คนขายประกัน" เข้าไปด้วย ต้องทำยอด ต้องมีเป้า หากทำไม่ได้ตามแผน มีสิทธิรับ ซองขาว ได้ง่ายๆ
 การเข้า-ออกธนาคาร นอกจากจะเป็นลูกหนี้แล้ว ยังนำเงินของเราไปให้เขาหมุนเพื่อเป็นเจ้าหนี้เราอีกที การฝาก-ถอนธรรมดา อาจถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ หากไม่มีธุรกิจเสริมคือ "ซื้อประกัน" ตามคำเชิญชวนและอ้อนวอนของพนักงาน
 คนหาเช้ากินค่ำ ชักหน้าไม่ถึงหลังอย่างพวกเรา คงยิ้มเจื่อนๆ กับคำอ้อนวอนของพนักงาน ส่วนคนรวยที่มีเงิน ก็คงคิดคำนวณว่าประกันแบบไหนจะได้ผลกำไรและผลประโยชน์มากที่สุด หากตกปากรับคำก็เสมอกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่หากไม่ คนอย่างผมก็ต้องหน้าชา เพราะไม่มีเงินไปซื้อประกัน พนักงานก็ถอนหายใจเฮือกๆ เพราะเป้าหมายหลุดไปอีกหนึ่งราย
 ผู้บริหารที่บอกว่าเป็นซูเปอร์ ซีอีโอ น่าจะพิจารณานอกจากผลประโยชน์จากยอดแล้ว ควรให้เงินเดือนพนักงานเพิ่มขึ้น เพราะต้องทำงาน 2 ตำแหน่งในเวลาเดียวกัน หากขายประกันไม่ออก ผู้บริหารก็เอาซองขาวมาขู่
 สรุปแล้วเหตุการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ แบบที่รวงข้าวเทพสถิต ชัยภูมิ ไม่ยุติธรรมทั้งสองฝ่าย ทั้งพนักงานและลูกค้า
กั๋น ขวัญชัย