Kom Lifestyle

รูัจัก “มิชลิน สตาร์” ดาวดวงนี้มีที่มาอย่างไร

รูัจัก “มิชลิน สตาร์” ดาวดวงนี้มีที่มาอย่างไร
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

หลายคนคงเคยได้ยินกันมาบ้าง กับคำว่า “มิชลิน สตาร์” โดยเฉพาะผู้ที่คร่ำหวอดในวงการอาหาร แต่เชื่อไหมว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้ว่า “มิชลิน สตาร์” คืออะไร และมีที่มาจากไหน ซึ่งวันนี้ คมชัดลึกออนไลน์ หาคำตอบมาให้แล้ว

“มิชลิน สตาร์” คือตราที่แสดงถึงมาตรฐานร้านอาหารคุณภาพยอดเยี่ยม เปรียบเสมือนดาวบนบ่าของนายทหาร เป็นรางวัลที่มอบให้แก่ร้านอาหารยอดเยี่ยมชั้นเลิศที่ผ่านมาตรฐานของ มิชลิน ไกด์ ที่เกิดจากไอเดียของ บริษัท มิชลิน ผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ของโลก ที่อยากให้คนมีรถนั้นขับรถไปกินไปเที่ยวนอกบ้าน จึงได้จัดทำหนังสือ "เดอะ มิชลิน ไกด์" ขึ้นเพื่อแนะนำร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และโรงแรมในฝรั่งเศส ตีพิมพ์เล่มแรกเมื่อปี 1900 ซึ่งเกณฑ์การคัดเลือกของ มิชลิน สตาร์ ถือเป็นเกณฑ์วัดความเป็นเลิศที่ทั่วโลกใช้อ้างอิง

รูัจัก “มิชลิน สตาร์” ดาวดวงนี้มีที่มาอย่างไร

“มิชลิน สตาร์” เริ่มต้นในประเทศฝรั่งเศสและแผ่ขยายมากขึ้นในประเทศในแถบยุโรป แต่เดิมแล้วรางวัลดาวมิชลินนั้นมีเพียงดาวเดียวเท่านั้น เพื่อเป็นเกียรติแก่ร้านอาหารที่ขึ้นชื่อและมีมาตรฐานยอดเยี่ยม ก่อนจะมาพัฒนาเพิ่มเติมเป็น 2 ดาว และ 3 ดาวในภายหลัง ทั้งนี้ทั้งนั้นรางวัลดาวมิชลินแต่ละดาวย่อมมีความหมายต่างกันคือ

รางวัลดาวมิชลิน 1 ดาว หมายถึง ร้านอาหารที่ดีที่สุดในร้านอาหารประเภทเดียวกัน

รางวัลดาวมิชลิน 2 ดาว หมายถึง ร้านอาหารที่ยอดเยี่ยม ในระดับที่คุ้มค่าที่จะเดินทางไปกิน

รางวัลดาวมิชลิน 3 ดาว หมายถึง ร้านอาหารที่ดีเลิศ ต่อให้ไกลแค่ไหน สักครั้งในชีวิตก็ควรเดินทางไปกิน

 

ในส่วนของการประเมินนั้นมีหลักเกณฑ์ในการประเมินร้านอาหารแต่ละร้านนั้นจะมีอยู่ 5 ข้อหลักๆ ดังนี้

1. คุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหาร สำหรับวงการการทำอาหารแล้ว วัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะยิ่งมีวัตถุดิบเลอค่าในครอบครองมากเท่าไหร่ ก็จะสามารถปรุงอาหารให้มีรสชาติดีได้มากขึ้นเท่านั้น

 

2.ความโดดเด่นของรสชาติ และเทคนิคการปรุงอาหาร แน่นอนว่าเชฟคนไหนก็สามารถปรุงอาหารได้ทุกคน แต่จะมีซักกี่คนที่มีเอกลักษณ์และเทคนิคเป็นของตัวเอง ที่จะสามารถดึงเอารสชาติของอาหารและวัตถุดิบออกมาได้มากที่สุด

 

3.เอกลักษณ์เฉพาะตัวของเชฟที่สะท้อนออกมาจากอาหารและประสบการณ์ที่ได้รับจากการทานอาหารมื้อนั้น อาหารบางจานอาจแสดงออกถึงความเอาใจใส่และความตั้งใจของเชฟผ่านรสชาติและการรังสรรค์ ยิ่งไปกว่านั้นการที่เชฟมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นของตัวเอง จะยิ่งทำให้อาหารมื้อนั้นเป็นที่น่าจดจำของคนที่มากินมากยิ่งขึ้น

 

4.ความเหมาะสมและคุ้มค่าในราคา หลักเกณฑ์ข้อนี้ถือว่าเป็นข้อที่วัดผลได้ยากมาก เพราะอาหารที่เลอค่าส่วนมาก ล้วนมีราคาแพงและยากที่จะจับต้องได้ แต่ก็ยังมีอาหารบางจานที่ต่อให้ราคาสูงแค่ไหนก็ยังเรียกได้ว่าคุ้มที่จะลิ้มลอง เพราะคุณภาพและรสชาตินั้นอร่อยเกินบรรยายได้ครบความรู้สึกที่สัมผัสได้

 

5.ความสม่ำเสมอและความคงเส้นคงวาของรสชาติอาหาร แน่นอนที่สุดว่ารสชาติของอาหารนั้น ถือเป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดในการประเมินอาหาร แต่การรักษามันไว้ไม่ให้ดรอปลงนี่สิ ที่สำคัญไม่แพ้กัน การที่นักชิมเดินทางไปชิมในฐานะลูกค้าธรรมดาทั่วไปนั้น ถือเป็นการทดสอบความสม่ำเสมอของรสชาติอาหารของแต่ละร้าน เพราะนักชิม 1 ท่านจะเดินทางไปชิมร้านหนึ่งร้านมากถึง 4 ครั้งภายในระยะเวลา 1 ปีเพื่อทดสอบความคงเส้นคงวาของรสชาติอาหารว่าอยู่ในเกณฑ์ยอดเยี่ยมเหมือนเดิมหรือไม่

 

รางวัล Michelin Star จะมีอายุเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น หากร้านอาหารร้านใดมีคุณภาพต่ำลงหรือไม่ผ่านเกณฑ์ก็จะถูกยึดดาวมิชลินโดยทันที

logoline