
โขนเป็นศิลปะสูงสุดของไทยเจ้าบ้านตะพานเมืองต้องรักษาไว้
"ผมยังจำได้ในวันที่ทอดกฐินหลวง ชมรมพุทธศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช บอกว่า โขนเป็นศิลปะสูงสุดของคนไทย คนที่เป็นเจ้าบ้านตะพานเมืองต้องรักษาไว้ ตอนนั้นฟังไม่ค่อยเข้าใจ กระทั่งวันหนึ่งได้รับความไว้วางใจจากชาวรามให้มาทำหน้าที่อธิการบดี
รศ.รังสรรค์ แสงสุข รักษาการคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.รามคำแหง กล่าวถึงที่มาของการก่อตั้งโขนราม
ทั้งๆ รศ.รังสรรค์ มีโอกาสได้ฝึกเล่นโขน โดยรับบทเป็น "ทศกัณฐ์" กับอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ก่อตั้งและฝึกซ้อมโขนธรรมศาสตร์ อยู่เพียง 3 เดือนเท่านั้น เพราะมีปัญหาสุขภาพ แต่ซึมซับศิลปะสูงสุดของไทยมาได้สมกับที่เป็นศิษย์เก่านิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ หัวหน้าห้อง A16 และเป็นโขนธรรมศาสตร์รุ่นก่อตั้ง
เมื่อผนวกครูฝึกตัวพระ ยักษ์ และ ลิง จากกรมศิลปากร และศิษย์เก่าโขนธรรมศาสตร์อย่าง "กิตติ เกิดผล" ที่มาช่วยตั้งแต่ก่อตั้ง และลูกศิษย์ที่ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ แล้วถึงวันนี้สมาชิก "โขนราม" ฝึกซ้อมถ่ายทอดศิลปะให้แก่นักศึกษา ครู อาจารย์ ประชาชนที่สนใจ รวมทั้งออกแสดงทั้งในและต่างประเทศมาแล้ว 49 ครั้ง มีผู้สืบทอด "โขน" กว่า 100 คน เลยทีเดียว
ล่าสุด "โขนราม" สังกัดคณะศิลปกรรมศาสตร์ และปีการศึกษา 2553 นี้ วิชา "โขน" ถูกบรรจุให้เป็นวิชาหนึ่งในคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขานาฏกรรมไทย เพื่อสอนผู้คนให้ดูโขนเป็น โขนก็จะอยู่คู่สังคมไทยต่อไปได้ โดยไม่สูญหายไป และพยายามปรับเนื้อหา และการแสดงโขนให้ทันยุคทันสมัย สอดแทรกวิชาความรู้ต่างๆ ให้คนรุ่นใหม่ก็สามารถเข้าถึงศิลปะชั้นสูงได้ เมื่อนั้น "โขน" ไทยจะไม่มีวันตาย ตรงข้ามจะดูได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกกาลเวลา แต่ต้องไม่ทิ้งจารีต
"นักศึกษาที่ลงเรียนสาขานี้จะได้เรียนศิลปะชั้นสูงทุกแง่มุม นอกจากนี้ยังมีวิชาศิลปะการแสดงแขนงอื่นๆ การบริหารจัดการแสดง การทำอีเวนท์ กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา หมายความว่าคนที่เรียนโขนจะดูโขนเป็นและยังทำงานอื่นๆ ได้ เพราะจะสอดแทรกทุกอย่างของชีวิตให้คนได้เรียนรู้ ทั้งการวางแผน การบริหารจัดการ ดูแลลูกน้อง เมื่อโขนเข้าอยู่ในสถานศึกษาแล้ว เชื่อได้เลยว่าโขนจะไม่มีวันตาย" ผู้ก่อตั้งโขนราม ให้คำมั่น
"เกด" รัตนาพร ศรีรุ่งเรือง อายุ 30 ปี รับบท นางสีดา ให้คำมั่นว่าเธอจะเล่นโขนไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เพราะทุกครั้งที่ได้เล่นโขนในเวทีต่างๆ ทั้งในเมืองไทยและต่างแดน รู้สึกภาคภูมิใจและปลาบปลื้มที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย และรักประเทศไทยมากยิ่งๆ ขึ้น เพราะ เกด รักการแสดงรำไทยมาตั้งแต่สมัยมัธยมที่ ร.ร.บางปะกอกวิทยาคม และใช้วิชาที่มีหาเงินส่งเสียตัวเองเรียน ด้วยการเป็นครูสอนนาฏศิลป์โรงเรียนอนุบาล กระทั่งมีโอกาสมาเรียนปริญญาตรีที่คณะบริหารธุรกิจที่ ม.รามคำแหง เมื่อปี 2547 จึงได้ไปสมัครเล่นโขน และได้รับบทเป็นนางสีดา เพราะมีต้นทุนที่หน้าตาและพื้นฐานการรำไทยที่ดี ปัจจุบัน เกด เป็นนักวิเคราะห์นโยบายและแผน คณะศิลปกรรมศาสตร์ และรับบทนางสีดาทุกครั้งที่ออกงานแสดง
ตอนที่ไปสมัครเล่นโขน เกด ชวน "ปิ๊ก" ระวีวัฒน์ ขุนทอง ที่มีพื้นฐานการเล่นเป็นตัวยักษ์ มาจากการเรียนโขนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ ปิ๊กตอบรับ และเปลี่ยนมารับบท "พระราม" ซึ่ง เขา ทำได้ดี เพราะมีพื้นฐานอยู่แล้ว เขาตั้งใจว่าจะเล่นโขนไปจนกว่าร่างกายจะสู้ไม่ไหว ช่วงที่มาเล่นโขนที่ ม.ราม ปิ๊กลงทะเบียนเรียนปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ เพิ่มอีก 1 ใบ แม้ว่าเพิ่งจะเรียนจบคณะศิลปกรรม สาขานาฏศิลป์ไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาแล้ว ปัจจุบันปิ๊กอายุ 30 ปี ประกอบอาชีพอิสระรับงานแสดงไปพร้อมกับการรับบทพระรามคู่กับเกดทุกครั้งที่โขนรามคำแหงออกโรงเช่นกัน
ในวันที่เป็นเจ้าบ้านตะพานเมือง ลูกผู้ชายที่ชื่อ "รังสรรค์ แสงสุข" วัย 66 ปี ได้ทำตามคำสั่งสอนของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่พร่ำสอนเมื่อครั้งที่ฝึกสอนโขนธรรมศาสตร์ ด้วยการก่อตั้ง "โขนราม" ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาลูกหลานเยาวชนคนรุ่นหลังได้อย่างเต็มภาคภูมิแล้ว และคงจะเป็นการดีไม่น้อย หากมีสถาบันการศึกษาถ่ายทอดศิลปะการทำหัวโขน ชุดการแสดงโขน ให้สาธารณะรับรู้ในวงกว้าง ให้สอดคล้องกับคนดูโขนที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต
0 หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ 0



