
คนรักหมาตอน - ไอ้โจ้รีเทิร์น (1)
ถูกต่อว่าแกมขอร้องครับว่า อยากฟังเรื่องไอ้โจ้ที่ผมนำมาเล่าย่อๆ เพราะเคยเขียนไว้อย่างละเอียดทั้งลงเป็นตอนๆ และทั้งรวมเล่มเมื่อนานมาแล้ว ตอนนี้หาอ่านยาก แฟนๆ จึงอยากให้นำมาเล่าใหม่
รับรองไม่นำไปฟ้องศาลอาญาแผนกคดีผู้ดำรงตำแหน่งนักเขียนว่าเวียนเทียนเป็นอันขาด
การกลับมาใหม่ของไอ้โจ้ครั้งนี้ ผมจะขอเลือกเอาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับคุณไอ้โจ้เขาโดยตรงก็แล้วกัน ส่วนที่เป็นน้ำจิ้มว่าด้วยชีวิตนักเรียนนายร้อยยุคนั้น ขออนุญาตตัดทิ้ง
“...พวกเรานักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 1 ได้รู้จักไอ้โจ้ตั้งแต่วันแรกที่เหยียบย่างเข้ามาในอาณาจักรรั้วแดงกำแพงเหลืองแล้ว ก็เพราะในวันแรกที่เข้ามานั้น นักเรียนนายร้อยรุ่นพี่เขาก็จะจัดการต้อนรับว่าที่นักรบของชาติเหล่านี้อย่างสมเกียรติ และหนึ่งในโครงการต้อนรับก็คือการทัวร์สถานที่ แต่ไม่ได้เดินต้อยๆ ดูดไอติมตามไกด์แล้วฟังคำบรรยายประกอบไปเหมือนชาวบ้านชาวเมืองเขาหรอกครับ รถนั่งพาทัวร์ไมมี ใช้วิ่งเอา...
รุ่นพี่เขาจะผลัดกันพาเราวิ่งไปรอบๆ บริเวณโรงเรียนเพื่อแนะนำให้รู้จักสถานที่ต่างๆ พอไปถึงหน้าตึกกองบัญชาการก็สั่งแถวหยุดแล้วบอกให้เรารู้ว่านี่คือกองบัญชาการ จากนั้นก็ให้ยึดพื้นบ้างสลับเข่าบ้างจำนวนหนึ่งโดยอ้างหน้าตาเฉยว่าเป็นค่าจ้าง ดังนั้นคิดดูแล้วกันว่ากว่าจะรู้จักอาคารสถานที่ทั้งหมดของโรงเรียน พวกเราจะเสียเหงื่อเป็นค่าจ้างไปสักเท่าไหร่
และมีอยู่ช่วงหนึ่ง ขณะที่กำลังวิ่งเที่ยวชมสถานที่กันอยู่นั้น อยู่ๆ รุ่นพี่ที่นำวิ่งก็สั่งให้เราหยุดแถวอย่างกะทันหัน จากนั้นก็สั่งขวาหัน พวกเราทำตาม แต่ก็ค่อนข้างแปลกใจเพราะไม่เห็นมีสถานที่สำคัญอะไรอยู่ตรงนั้น มีแต่หมานอนเล่นอยู่ฝูงหนึ่ง นึกใจใจว่าสงสัยจะเล่นมุกมั้ง...
“นักเรียนใหม่เห็นหมาฝูงนั่นไหม...”พวกเราตอบเสียงแจ๋วพร้อมๆ กันว่า “เห็นครับ...”
“แล้วเห็นหมาตัวใหญ่ๆ สีเข้มๆ นั่นไหม...”เรารีบสอดส่ายสายตาสำรวจ แต่ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจนักว่ารุ่นพี่เขาหมายถึงตัวไหน ทว่าก็ตอบไปตามฟอร์มว่า “เห็นครับ...”
“นั่นแหละ ไอ้ตัวนั้นแหละ ชื่อไอ้โจ้...ไอ้โจ้”
สาบานต่อหน้าเตาไฟก็ได้ครับ พอขาดคำว่า “ไอ้โจ้” เท่านั้นแหละ...
หมารูปร่างสง่างามสีเข้มตัวหนึ่งก็ลุกขึ้นยืนเต็มสี่ขา แล้วหันหน้ามองมาทางพวกเราเหมือนกับลุกขึ้นรับการแนะนำตัว
ให้ตายเถอะ เพราะผมรู้สึกกับตัวเองว่า สายตาที่มันมองมายังพวกเรานั้น มีแววเหยียดๆ แกมเย่อหยิ่งอย่างไรพิกล...จริงๆ ครับ และอีกไม่นานต่อมาจะรู้ว่าผมไม่ได้เป็นคนมองโลกในแง่ร้ายเลยแม้แต่น้อย...
เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดติดตาม
บัญชร ชวารศิลป์



