ไลฟ์สไตล์

นิติรัฐโลกออนไลน์ใครควรถือดาบ

นิติรัฐโลกออนไลน์ใครควรถือดาบ

21 ก.พ. 2553

เชื่อเถอะว่าไม่มีอะไรฟรีในโลก

เวลาคุณสมัครใช้เฟซบุ๊ก,ทวิตเตอร์, ฮอตเมล หรือบริการอะไรก็ตามทีบนโลกออนไลน์ มักถูกขอร้องแกมบังคับให้ใส่ชื่อเสียงเรียงนาม อายุ เพศ อาชีพ รายได้ และอีเมลจริง

นั่นยังไม่เท่าไรบางบริการอย่างเช่น จองโรงแรม เล่นเกมออนไลน์ หรือแม้แต่เข้าใช้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายถึงขั้นขอให้ยืนยันตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชน

ถึงมีข้อความบอกว่าข้อมูลส่วนตัวดังกล่าวจะถูกปกปิดไว้เป็นความลับ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ข้อมูลดังกล่าวจะถูกเจ้าของเว็บนำไปต่อยอดเป็นอื่นอีกร้อยแปดพันเก้าหรือไม่

เมื่อเป็นเสียอย่างนี้ภาครัฐมีกฎหมายอะไรมาดูแลหรือป้องกันการโจรกรรมข้อมูลโลกออนไลน์บ้าง   

สาวตรีสุขศรี อาจารย์ภาควิชากฎหมายอาญาและอาชญาวิทยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) มองว่าการกระโจนเข้าหาเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างหิวกระหายทำให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตยอมแลกแม้กระทั่งข้อมูลสำคัญส่วนตัว และเกิดการล้นทะลักของข้อมูล

ปัญหาที่ตามมาคือความเสี่ยงที่เจ้าของข้อมูลอาจถูกผู้อื่นนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์หรือขายได้ ต่างจากยุคเอกสารกระดาษที่มีช่องทางเก็บและควบคุมง่ายกว่า นักกฎหมาย กล่าว

อาจารย์กฎหมายจากสำนักท่าพระจันทร์ยังกังขาด้วยว่าพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับแรกที่บังคับใช้เมื่อปี 2550 สามารถแก้ปัญหาที่เกิดจากอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ได้จริงหรือไม่ เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายเองกลับหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดสิทธิของประชาชนหลายประการ

จุดอ่อนของพ.ร.บ.ประการหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือพ.ร.บ.ใช้เวลาร่างจนถึงวันผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา นานถึง 12 ปี บทบัญญัติเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่เขียนมาในทศวรรษที่แล้วแทบจะไล่ไม่ทันกับความปราดเปรื่องของโจรไฮเทคในปัจจุบัน

"ตอนนี้ประเทศไทยกำลังร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และอยู่ระหว่างเสนอเข้าขอมติจากคณะรัฐมนตรี หากมีประชาชนคนไหนอยากมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวสามารถแสดงความคิดผ่านทาง www.ilaw.or.th/node/61"

ด้านศุภสรณ์รุ่งโรจน์วุฒิกุล ผู้จัดการฝ่ายกฎหมาย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เสนอความเห็นว่า พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่กำลังอยู่ในกระบวนการขอมติ ควรทบทวนในส่วนของอำนาจ และขั้นตอนการปิดเว็บไซต์ให้ชัดเจน ควรปรับหลักสูตรสำหรับผลิตเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวมถึงให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่มีอำนาจในการตัดสินความผิดที่เหมาะสม

ทั้งนี้มาตรการสั่งปิดเว็บที่เข้าข่ายตามพ.ร.บ. ได้แก่ 1.มีข้อความมิบังควร 2.ข้อความที่เป็นภัยต่อความมั่นคง 3.ลามกอนาจาร และ 4.ละเมิดลิขสิทธิ์ ฝ่ายกฎหมายของทรูมองว่า หากเป็นเว็บที่นำเสนอข้อความมิบังควรสามารถสั่งปิดได้เลย แต่สำหรับเว็บที่มีเนื้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคง ลามกอนาจาร และละเมิดลิขสิทธิ์ ควรยกให้เป็นไปตามกระบวนการศาล

อย่างไรก็ตามปัจจุบันเว็บไซต์หลายแห่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะบนเว็บบอร์ด หรือเว็บบล็อก ยิ่งเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก โอกาสข้อความหมิ่นเหม่หลุดรอดสายตาผู้ให้บริการยิ่งสูง ส่วนหนึ่งจึงเป็นหน้าที่ของ "พลเมืองเน็ต" ที่ต้องช่วยกันดูแลและรายงาน

กานต์ดาบุญเถื่อน