ไลฟ์สไตล์

จิตแพทย์ห่วงวัยรุ่นแชตผ่านมือถือกระทบสุขภาพ

จิตแพทย์ห่วงวัยรุ่นแชตผ่านมือถือกระทบสุขภาพ

21 ก.พ. 2553

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสำนักสุขภาพจิตสังคม กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีของคนในสังคมปัจจุบันนี้แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะคือ ใช้ในระดับปกติและใช้เกินปกติ แต่ผลทางด้านจิตใจทางการแพทย์ถือว่า

 อาการติดโทรศัพท์มือถือที่กำลังฮิตในหมู่ดาราไฮโซ เซเลบีตี้ และกำลังเริ่มฮิตในกลุ่มวัยรุ่นขณะนี้ เป็นอาการเดียวกับการติดอินเตอร์เน็ต หรือติดสารเสพติด   เรียกว่า โรค “Addiction” หรือ “การติดเป็นนิสัย”   คือใช้เทคโนโลยีจนเกินไป หมกมุ่นมากไป ถ้าไม่ได้ใช้แล้วหวงหา  ซึ่งมีส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจในเชิงลบเหมือนการเสพติดอย่างหนึ่ง   ซึ่งการใช้ในระดับเกินปกติคือใช้มากจนเกินไปพะว้าพะวังต้องดูโทรศัพท์ตลอดเวลาจนเกิดผลเสียกับกิจกรรมประจำวัน 

 นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า  การใช้บีบี  เป็นวิธีการสื่อสารแบบการส่งข้อความ SMS ซึ่งสะดวกกว่า การใช้คอมพิวเตอร์พูดคุยหรือที่เรียกว่าแชต (Chat ) ผ่านระบบ เอ็มเอสเอ็น(MSN) ซึ่งต้องทำเฉพาะที่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่การใช้โทรศัพท์มือถือจะสามารถทำได้ทุกสถานที่ทุกเวลา นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีลักษณะนี้มากเกินไปจะทำให้ความเป็นส่วนตัวน้อยลง ไม่ได้อยู่กับตัวเอง หรือมีสมาธิกับการทำงานน้อยลง และเกิดความคาดหวังแบบอุปโลกน์ ทั้งที่เป็นเพียงเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างหนึ่งที่ทดแทนช่องทางเดิม ซึ่งผู้ใช้ต้องระมัดระวังการใช้ควรใช้ให้พอเหมาะและมีขอบเขต  ไม่เช่นนั้นจะเกิดผลกระทบคือ  1 มีผลกระทบต่อตัวเองสุขภาพไม่ดี กิจวัตรประจำวันเปลี่ยนแปลง  2  สูญเสียสัมพันธภาพของคนใกล้ตัวเพราะมัวแต่แชตผ่านโทรศัพท์มือถือ แต่ไม่ได้คุยกับพ่อแม่  แฟน  ญาติพี่น้องเพื่อนร่วมงาน  หรือถ้าส่งข้อความไปแต่อีกฝ่ายไม่ตอบกลับก็เกิดอาการคาดหวังที่มีกันมาก  คือ ความคาดหวังแบบอุปโลกน์และอาจเป็นการรบกวนความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว  และ 3 กระทบต่อหน้าที่การงาน ไม่มีสมาธิตั้งใจทำงานเท่าเดิม  
   
 นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า  จากข้อมูลที่มีการสำรวจพบว่าวัยรุ่นมีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ตัวอย่างหนึ่งคือตนเคยพูดคุยกับอาจารย์ในโรงเรียนระดับมัธยมของรัฐแห่งหนึ่ง พบว่า  ร้อยละ 90 เด็กในโรงเรียนมีโทรศัพท์มือถือใช้ น้อยมากที่ไม่มีใช้ ส่วนหนึ่งเพราะเทคโนโลยีต่างๆหาง่ายขึ้น ค่าใช้จ่ายก็ถูกลง การเข้าถึงเทคโนโลยีง่ายขึ้น และพ่อแม่ก็ซื้อให้เด็กมากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีก้าวหน้าพ่อแม่ยิ่งต้องรู้ให้เท่าทันไม่อย่างนั้นเราก็ไม่รู้ว่าเด็กคิดอะไรอยู่ และเด็กไทยจะสมาธิสั้นมากขึ้น