
"อนุพงษ์"ดิ้นจากบ่วง"จีที 200"
ผลทดสอบ "จีที 200" ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ระบุว่าเครื่องมือชนิดนี้ "ไม่ผ่านเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์" เพราะสามารถค้นหาซีโฟร์ได้เพียง 4 ครั้ง จากการทดสอบ 20 ครั้ง สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกองทัพบก (ทบ.) มากที่สุด
ฉะนั้น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จึงไม่อาจนิ่งเฉย รอให้เรื่องซาลงไปเฉยๆ ได้ เพราะการ "นิ่งเฉย" อาจหมายถึงการยอมรับ
1.ยอมรับในความผิดพลาดของกองทัพที่ซื้อของไร้ประสิทธิภาพ โดยไม่ได้กลั่นกรองและทดสอบอย่างเพียงพอ
2.ยอมรับตามข้อสังเกตว่า เหตุใดราคาจัดซื้อถึงสูงลิ่วถึงเครื่องละล้านบาท ทั้งที่บางหน่วยซื้อได้ในหลักแสน และที่สำคัญ เงินส่วนต่างมหาศาลกระเด็นไปเข้ากระเป๋าใครบ้าง
3.ยอมรับว่าการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ในช่วงที่ผ่านมานำมาสู่การจับกุมผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ซึ่งจะกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ที่ทำให้กลุ่มโจรปลุกระดมสร้างความเกลียดชังต่อเจ้าหน้าที่รัฐ
การยกพลแทบทั้งกองทัพมาแถลงข่าวที่หอประชุมกองทัพบก เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ จึงเป็นการดิ้นรนจากบ่วงจีที 200 ที่บีบรัดแน่นขึ้นทุกขณะ
น่าสังเกตว่า แม้ พล.อ.อนุพงษ์ จะยอมรับผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ของเนคเทค แต่ก็ยังมีท่าที "แข็งขืน" อยู่ในที
สังเกตได้จากการระดมผู้ปฏิบัติงานจริงทั้งใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ และแนวชายแดนทุกด้านมาเล่าถึงประสบการณ์การใช้จีที 200 ที่สามารถหาระเบิดและยาเสพติดได้อย่างแม่นยำ
คล้ายจะส่งสารท้ารบว่า ระหว่างนักวิชาการในห้องแอร์กับทหารในสนามรบ ใครจะ "น่าเชื่อถือ" กว่ากัน
ทั้งยังพูดในทำนองท้าทายด้วยว่า ให้นักวิทยาศาสตร์ลงมาเก็บสถิติการใช้งานจริงในพื้นที่จริงบ้างว่าผลจะเป็นอย่างไร
ส่งสัญญาณชัดเจนว่า กองทัพไม่ยอมยกธงขาวง่ายๆ โดยใช้ประสบการณ์ และความเชื่อมั่นของทหารชั้นผู้น้อยเป็น "เกราะกำบัง"
พล.อ.อนุพงษ์ จึงยืนยันว่า จะให้ใช้งานจีที 200 ต่อไป เพราะรัฐบาลยังไม่ได้ห้าม และยังไม่มีเครื่องมืออะไรที่ดีกว่ามาทดแทน
การส่งสัญญาณเช่นนี้นอกจากจะมุ่งปกป้องเกียรติภูมิของ พล.อ.อนุพงษ์ และกองทัพแล้ว ด้านหนึ่งยังสร้างความเชื่อมั่นแก่กำลังพลที่กำลังเสียขวัญอย่างหนักอีกด้วย
ส่วนข้อสงสัยเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง พล.อ.อนุพงษ์ ก็พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สตง. และ ป.ป.ช.เข้ามาตรวจสอบ โดยยืนยันว่า ทำการทดสอบประสิทธิภาพก่อนการจัดซื้อ และจัดซื้ออย่างถูกต้องตามระเบียบราชการทุกอย่าง
ขณะที่ประเด็นเรื่องการใช้จีที 200 ไปชี้ผู้ต้องสงสัยจนนำมาสู่การจับกุม เขาก็ยืนยันว่า กระบวนการไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะจีที 200 เป็นการตรวจสอบเพียงเบื้องต้น แต่ในการจับกุมต้องมีการข่าว และมีพยานหลักฐานด้วย ไม่ใช่มีการชี้แล้วจับเลยอย่างที่เข้าใจกัน
นั่นคือประเด็นหลักๆ ที่ ผบ.ทบ.พยายามอธิบายต่อสังคมว่า กองทัพทำการจัดซื้อและใช้เครื่องมือทุกอย่างอย่างโปร่งใส
เป็นการมุ่งปิดช่องโหว่ เพื่อยืนยันว่าการใช้จีที 200 ไม่ได้เป็นการชี้มั่วซั่วเพื่อจับกุมผู้บริสุทธิ์ !!
ทว่า ยังมีบางประเด็นที่ พล.อ.อนุพงษ์ ตอบไม่เคลียร์ก็คือ หลักการในการใช้งานเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ควรยึดวิทยาศาสตร์เป็นหลัก แต่ดูเหมือนว่า พล.อ.อนุพงษ์ พยายามยึดประสบการณ์และความเชื่อมั่นของผู้ปฏิบัติงานมากกว่าผลการทดสอบที่สังคมยอมรับไปแล้ว
คำถามก็คือ ถ้าทหารยังยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตัวเองเป็นหลัก โดยไม่สนใจข้อเท็จจริง หรือหลักการทางวิทยาศาสตร์แล้ว ชาวบ้านจะพึ่งใคร เพราะต่อไปนี้ถ้าเห็นทหารถือจีที 200 เข้ามาตรวจระเบิด ชาวบ้านจะไม่ขำกลิ้ง หรือวิ่งหนีกันป่าราบหรือ
ที่น่าสนใจคือ ทหารบอกว่า จีที 200 สามารถป้องกันระเบิดได้ถึง 700 กว่าครั้ง แต่ตามหลักสถิติบอกว่าหาเจอ 4 ใน 20 หรือ 1 ใน 5 หมายความว่า ถ้ายึดตามสถิตินี้จะมีระเบิดที่ทหารป้องกันไม่ได้ถึง 3,500 ครั้ง !!
ดังนั้นถ้าจะยึดหลักสถิติตามนี้จริงๆ คงต้องไปไล่ดูด้วยว่า ที่ผ่านมามีเหตุระเบิดที่ทหารป้องกันไม่ได้กี่ครั้ง..ใช่ 3,000 กว่าครั้งหรือไม่?
ขณะที่ประเด็นเรื่องราคาก็ยังไม่เคลียร์ ว่าทำไมถึงต้องแพง เครื่องละเป็นล้านบาท และราคาก็ไม่เคยเท่ากันเลย เพราะบางหน่วยซื้อแค่ 4-5 แสน แต่บางหน่วยซื้อเครื่องละเป็นล้าน
ตกลงแล้ว ราคาจริงๆ มันเท่าไหร่กันแน่
ส่วนเรื่องกระบวนการจัดซื้อที่แม้จะชี้แจงว่าใช้งบ 3 ส่วน คือ 1.เงินบริจาค 2.งบสนับสนุน กอ.รมน. 3.งบประจำปีของ ทบ. แต่คำชี้แจงเท่านี้คงไม่สร้างความกระจ่างอะไรจนกว่าผลการพิสูจน์ของ สตง. หรือ ป.ป.ช.จะออกมา
นับจากนี้ไป กองทัพคงต้องเผชิญการตรวจสอบเรื่องความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดหา ตราบใดที่ยังตอบคำถามไม่เคลียร์
ทีมข่าวความมั่นคง



