
มะเร็งปากมดลูก...ตาย 9 รายต่อวัน
มะเร็งปากมดลูก ภัยร้ายใกล้ตัว คร่าชีวิตหญิงไทย 9 รายต่อวัน พบผู้ป่วยใหม่ 7,000 ราย ระบุประชาชนร้อยละ 50 มักไปพบแพทย์ในระยะลุกลาม ทำให้การรักษายาก ต้องสูญเสียชีวิต หากตรวจพบในระยะเริ่มแรก สามารถรักษาหายได้
ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่มีเซลล์ปากมดลูกผิดปกติ แต่ยังไม่มีอาการ หากพบอาการที่น่าสงสัย คือ มีเลือดออกจากช่องคลอดกะปริบกะปรอย มีเลือดออกระหว่างหรือหลังการมีเพศสัมพันธ์ และมีอาการตกขาวผิดปกติ ต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันที
มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคมะเร็งที่พบมากอันดับหนึ่งในผู้หญิงไทย พบมากที่สุดในช่วงอายุระหว่าง 45-50 ปี จากสถิติในปี 2550 พบผู้ป่วยใหม่ ประมาณ 7,000 ราย มีผู้เสียชีวิต ประมาณ 3,500 ราย หรือ 9 รายต่อวัน แต่โรคมะเร็งปากมดลูกสามารถรักษาให้หาย และมีความเป็นไปได้ในการที่จะกำจัดให้หมดไปจากประเทศไทย หากตรวจพบตั้งแต่อยู่ในระยะเริ่มแรก หรือระยะก่อนเป็นมะเร็ง
ปัญหาสำคัญคือ คนไทยร้อยละ 50 มักไปพบแพทย์ขณะที่โรคลุกลามแล้ว ซึ่งยากต่อการรักษาให้หาย ผู้ป่วยมักเสียชีวิต รวมทั้งเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำนวนมาก
ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของประเทศไทย และมีแนวโน้มอัตราเพิ่มสูงขึ้น โดยโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในประเทศไทย คือ อันดับ 1 โรคมะเร็งตับ อันดับสอง มะเร็งปอด อันอับสาม มะเร็งปากมดลูก และอันดับสี่ มะเร็งเต้านม
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็ง ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทั่วประเทศ ค้นหาโรคมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรก และระยะก่อนเป็นมะเร็ง สตรีอายุ 30-60 ปี จะได้รับการตรวจหาเซลล์มะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรก
มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่จากการศึกษา พบปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค ได้แก่ หญิงที่ติดเชื้อไวรัสหงอนไก่ Human Pappilloma virus (HPV) หญิงที่มีความเสี่ยงสูง คือ หญิงที่มีคู่นอนหลายคน หญิงที่สูบบุหรี่ หญิงที่ไม่เคยได้รับตรวจค้นหามะเร็งปากมดลูก หรือตรวจแต่ไม่สม่ำเสมอ ปกติควรตรวจสม่ำเสมออย่างน้อยทุก 2-5 ปี
สำหรับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่มีประสิทธิภาพ คือ การทำแปปสเมียร์ (Pap Smear) ซึ่งเป็นการตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็ง โดยเฉพาะหญิงที่มีเพศสัมพันธ์มาแล้ว 1-2 ปี หญิงที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป โดยมีผลการศึกษาวิจัยทั่วโลกยืนยันว่า การทำ Pap Smear สามารถลดอุบัติการณ์ และอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกได้ มากกว่าร้อยละ 90
ในอนาคต มีความเป็นไปได้ที่จะตรวจคัดกรองด้วยการหาเชื้อ Human Pappilloma virus HPV (HPV test) และใช้วัคซีน HPV ในปัจจุบัน สามารถป้องกันเชื้อไวรัสได้เพียงร้อยละ 70 ดังนั้น จำเป็นต้องรับการตรวจ pap smear สม่ำเสมอ
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข



