Kom Lifestyle

เจ็บแน่นหน้าอก สูบบุหรี่บ่อย อาจเสี่ยง "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ"

เจ็บแน่นหน้าอก สูบบุหรี่บ่อย อาจเสี่ยง "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ"
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

รายงานสถิติขององค์การอนามัยโลก พบว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนทั่วโลก ทุกปีมีประชากรประมาณ 17 ล้านคนเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดและคาดว่าตัวเลขจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 23 ล้านคนในปี 2573

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดขึ้นจากอะไร
เกิดจากการที่หลอดเลือดตีบแคบลงหรือมีการอุดตันจากไขมันที่เกาะอยู่ที่ผนังของหลอดเลือดชั้นใน บางคนอาจมีหินปูนหรือมีแคลเซียมมาเกาะด้วย ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่เพียงพอ จนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

 

เจ็บแน่นหน้าอก สูบบุหรี่บ่อย อาจเสี่ยง "โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ"
 

สัญญาณอันตราย เตือนว่าอาจเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแล้วนะ
ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ-ตันเพราะมักไม่มีอาการในระยะแรก แต่เมื่อหลอดเลือดเริ่มตีบ อาจมีอาการดังนี้ได้

  • เจ็บแน่นหน้าอก
  • เหนื่อยง่ายผิดปกติ
  • หน้ามืด เวียนศีรษะ เป็นลม
  • หัวใจเต้นผิดปกติ เช่น ใจสั่น ใจเต้น


จะรู้ได้อย่างไรว่ามีความเสี่ยงแค่ไหน
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมีหลายอย่างด้วยกัน เช่น

  • โรคนี้มักเกิดกับคนที่มีอายุ 40-50 ปีขึ้นไป
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อยหรือเสียชีวิตปัจจุบันทันด่วน
  • มีน้ำหนักเกิน
  • สูบบุหรี่
  • เป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
  • ความเครียดเรื้อรัง

 

การวินิจฉัยโรคของแพทย์
สิ่งสำคัญที่สุดคือการซักประวัติ เพราะอาการบางอย่างของโรคนี้มีความคล้ายกับโรคอื่น จึงต้องซักประวัติอย่างละเอียดเพื่อวินิจฉัยแยกโรค หลังจากนั้นแพทย์จะตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น ตรวจคลื่นหัวใจ ตรวจเลือดดูปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และอาจตรวจแนวรุก เช่น วิ่งสายพานหรือวิ่งสายพานบวกกับการทำอัลตร้าซาวด์หัวใจ ถ้าผลออกมาผิดปกติ แพทย์อาจตรวจเพิ่มเติม เช่น ทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจและตรวจอัลตร้าซาวด์
 
 

เมื่อเป็นโรคหลอดเลือดตีบแน่แล้ว จะรักษาด้วยวิธีใดได้บ้าง
แพทย์จะเลือกวิธีการรักษาโดยพิจารณาตามลักษณะการตีบ กายภาพของการตีบของเส้นเลือดหัวใจว่าตีบทั้งหมดกี่เส้นและปัจจัยที่สำคัญอื่นๆ โดยทั่วไปการรักษาทำได้ 3 วิธีด้วยกันคือ

  • การรักษาด้วยยา สำหรับคนที่หลอดเลือดตีบไม่เกิน 70% และมีอาการไม่มาก
  • การรักษาผ่านทางสายสวนหลอดเลือด เป็นการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนร่วมกับการใส่ขดลวดตาข่าย
  • การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ  เป็นการผ่าตัดต่อเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ เพื่อทำทางเบี่ยงเสริมหลอดเลือดบริเวณที่ตีบหรือตันทำให้เลือดผ่านส่วนที่ตีบหรือตันได้ดีขึ้น ส่งผลทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้มากขึ้น

แนวทางป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบป้องกันได้ด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยง ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไรยิ่งดีและควรทำให้เป็นนิสัยไปจนตลอดชีวิต
 

  • ไม่สูบบุหรี่หรือเลิกสูบบุหรี่  บุหรี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจวาย
     
  • รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ เช่น ลดอาหารที่มีไขมันชนิดที่ไม่ดี เช่น เนยเทียม ไขมันสัตว์ น้ำมันปาล์ม เลือกอาหารที่มีไขมันชนิดดีสูง เช่น น้ำมันมะกอก ปลา รวมถึงอาหารที่มีกากใยสูง มีเกลือและน้ำตาลต่ำ
     
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์หรือออกกำลังกายอย่างหนัก 75 นาทีต่อสัปดาห์ นอกจากนี้การออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง 10 – 15 นาที รวมวันละอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ก็ทำให้หัวใจแข็งแรงได้เช่นเดียวกัน
     
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โดยวัดได้จากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ที่มีมากกว่า 23 กิโลกรัมต่อตารางเมตรในคนไทย โดยค่า BMI คำนวณได้จากน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยความสูง (เมตรยกกำลังสอง) และภาวะอ้วนลงพุงในเพศชายมีเส้นรอบเอวตั้งแต่ 90 เซนติเมตร ขึ้นไปและเพศหญิงมีเส้นรอบเอวตั้งแต่ 80 เซนติเมตรขึ้นไป 

 

  • จัดการกับความเครียด เลือกกิจกรรมที่ชื่นชอบ ทำแล้วรู้สึกเพลิดเพลิน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย นั่งสมาธิ ฝึกโยคะ หรือทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายร่วมกับครอบครัวหรือเพื่อน

 

ที่มาข้อมูล:
https://www.bumrungrad.com/th/

logoline

ข่าวที่น่าสนใจ

logo-pwa

เพิ่ม คมชัดลึก ออนไลน์

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด