ไลฟ์สไตล์

บีโอไอหนุนอุตฯท่องเที่ยว-ซอฟต์แวร์ภูเก็ต

บีโอไอหนุนอุตฯท่องเที่ยว-ซอฟต์แวร์ภูเก็ต

17 ก.พ. 2553

บีโอไอพร้อมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยว-ซอฟต์แวร์และอื่นๆ ในจังหวัดภูเก็ต เผยมีนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจสูง

 เมื่อเวลา 13.10 น. วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553 ที่โรงแรมรอยัลภูเก็ตซิตี้ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 6 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กระทรวงอุตสาหกรรม จัดการสัมมนาเชิงปฎิบัติการ “ ผลักดันการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดภูเก็ต โอกาสเดียวกันนี้ยังได้มีการเปิดคลินิกให้คำปรึกษาผลักดันการลงทุน ได้แก่ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสนับสนุนการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยมี น.ส.อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย รองเลขาธิการ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการลงทุน (สกท.) เป็นประธานเปิดและบรรยายพิเศษ เรื่อง ทิศทางส่งเสริมการลงทุนใหม่ในภาคใต้ พร้อมกันนี้ยังมีการอภิปราย เรื่อง ทิศทางการส่งเสริมการลงทุนใหม่ๆ ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ในจังหวัดภูเก็ตและใกล้เคียงเข้าร่วม

 นางวนิดา ใหม่กิจเหมา ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 6 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ.) กล่าวว่า การจัดสัมมนาเชิงปฎิบัติการดังกล่าว เพื่อเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดภูเก็ตให้เกิดการลงทุน และจะเป็นประโยชน์ที่นักธุรกิจนักลงทุนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับบริหารบีโอไอโดยตรง นอกจากนี้ยังจะทำให้เจ้าหน้าที่บีโอไอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พบปะนักลงทุนกลุ่มเป้าหมาย เพื่อรับทราบปัญหาและอุปสรรค รวมถึงการประชาสัมพันธ์นโยบาย หลักเกณฑ์และมาตรการใหม่ๆ ของบีโอไอ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจที่จะลงทุนต่อไป โดยเฉพาะการลงทุนทางด้านการท่องเที่ยวและซอฟแวร์ เนื่องจากภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีการลงทุนทางด้านการท่องเที่ยวและชอฟแวร์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มสูงขึ้น

 นางวนิดา กล่าวถึงการลงทุนในปี 2553 ว่า จากแนวโน้มการขอสนับสนุนการลงทุนแล้วจะเห็นว่ามีการเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการลงทุนที่ทางบีโอไอ.ให้การสนับสนุน เช่น การจัดตั้งสำนักงานเพื่อให้บริการด้านการท่องเที่ยว มีการสอบถามข้อมูลการลงทุน ติดต่อเรื่องพื้นที่การลงทุนที่ค่อนข้างจะหายากในภูเก็ต ซึ่งส่วนนี้จะต้องหารือกับทางหอการค้าฯและสภาอุตสาหกรรม

 ขณะที่ น.ส.อัจฉรินทร์ กล่าวว่า สภาวะเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ต ส่วนใหญ่จะผูกขาดจากภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสนับสนุนการท่องเที่ยว เช่น ธุรกิจโรงแรม โรงพยาบาล เรือเช่า เรือนำเที่ยว มารีน่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซอฟต์แวร์ เป็นต้น ทำให้มีรายได้จากการท่องเที่ยว จำนวน 87 , 314 ล้านบาท ในปี 2551 และคาดว่าในปีถัดไปจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 95 , 000 ล้านบาทขึ้นไป เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางการท่องเที่ยวสูง เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นจุดแข็งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ สามารถสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่และประเทศเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้จังหวัดภูเก็ตมีนโยบายผลักดันโครงการ Phuket ICT R&D Innovation Paradise เพื่อชักจูงบริษัท ICT ชั้นนำระดับโลกมาลงทุน เป้าหมายสร้างรายได้ 40 , 000 ล้านบาท ภายในปี 2554 และนักลงทุนกลุ่มนี้ส่วนมากจะแฝงมากับการท่องเที่ยว

 “ การส่งเสริมการลงทุนในจังหวัดภูเก็ตในปี 2552 มีโครงการที่ได้รับอนุมัติรวมทั้งสิ้น 122 โครงการและมีเงินลงทุนรวม 49 , 575 ล้านบาท เป็นการลงทุนในกิจการโรงแรมและกิจการสนับสนุนการท่องเที่ยวมากสุด 72 โครงการ เช่น กิจการเรือนำเที่ยว เรือเฟอร์รี่ สวนน้ำ และอื่นๆ รองลงมาเป็นประเภทอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 20 โครงการ เป็นการลงทุนในกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์ และประเภทเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร จำนวน 18 โครงการ เป็นการลงทุนในกิจการหอยเป๋าฮื้อ ผลิตถุงมือยาง กิจการห้องเย็น กิจการผลิตอาหาร เป็นต้น และในจำนวน 122 โครงการดังกล่าวเป็นโครงการของคนไทยทั้งสิ้น จำนวน 54 โครงการ ร่วมทุนไทยกับต่างชาติ 52 โครงการ หุ้นต่างชาติทั้งสิ้น 16 โครงการ ซึ่งในส่วนของภาคใต้ตอนบนภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีโครงการได้รับการสนับสนุนเป็นอันดับที่สองรองจากจังหวัดสุราษฏร์ธานี ซึ่งมีจำนวน 237 โครงการและมีเงินลงทุน 50 , 009 ล้านบาท ”

 น.ส.อัจฉรินทร์ กล่าวว่า จากปัจจัยต่างๆ การลงทุนของจังหวัดภูเก็ตจะยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเหมาะสมของพื้นที่ ทั้งธุรกิจด้านการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ส่วนกิจการที่คาดว่าจะลงทุนใหม่ๆ ได้แก่อุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค กิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวและบริการพื้นฐาน , กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และอื่นๆ เช่น กิจการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพารา กิจการแปรรูปอาหาร กิจการห้องเย็น กิจการต่อเรือซ่อมเรือ กิจการผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ เป็นต้น

 อย่างไรก็ตามการลงทุนในจังหวัดภูเก็ต ยังคงมีปัจจัยที่เป็นตัวแปรสำคัญด้านต่างๆ เช่น ภาวะเศรษฐกิจ โลก ปัญหาการเมืองในประเทศ ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ปัญหาแรงงาน เป็นต้น ล้วนแล้วเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน แต่หากมองภาพรวมทั้งประเทศซึ่งปีนี้ได้มีการตั้งเป้าการส่งเสริมการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา