ไลฟ์สไตล์

วิถีขงจื๊อ วิถีโลก: ความเป็นอมตะของคำสอนแห่งขงจื๊อ

วิถีขงจื๊อ วิถีโลก: ความเป็นอมตะของคำสอนแห่งขงจื๊อ

17 ก.พ. 2553

นับเป็นการประเดิมงานแรกที่ประสบความสำเร็จไม่น้อย สำหรับงาน "เสวนาเรื่อง วิถีขงจื๊อ วิถีโลก" ที่ สมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยนายกสมาคมฯ คนใหม่ รศ.ดร.สรณัฐ ไตลังคะ และคณะกรรมการฯ ชุดใหม่ได้จัดขึ้น

 กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่สมาคมภาษาฯ ดำริจัดขึ้นเพื่อดำเนินตามวัตถุประสงค์ของสมาคมที่ว่าเพื่อ "ส่งเสริมสวัสดิภาพและความเป็นกันเองของบรรดานักเขียนด้านวรรณศิลป์" และ "ส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของการใช้ภาษาไทย การแต่งและการแปลหนังสือ" เพราะงานนี้นอกจากจะมีการเสวนาที่ให้ความรู้เกี่ยวกับชีวประวัติ วิถี-วิธีคิด หลักคำสอน ตลอดจนการปรากฏตัวในพื้นที่บริบทสังคมโลกและบริบทสังคมไทยของขงจื๊อ ปราชญ์ชาวจีนโบราณแล้ว ยังมีการฉายภาพยนตร์ที่ลงทุนสร้างยิ่งใหญ่ "ขงจื๊อ" ให้แก่ผู้เข้าฟังได้รับชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

 การเสวนาเริ่มขึ้นที่โรงภาพยนตร์ UMG RCA ในสายของวันอาทิตย์ที่แสนจะวุ่นวาย (คาดคะเนกันว่าทุกคนน่าจะมีธุระปะปังที่ต้องไปทำมากมาย) เพราะวันนี้นอกจากจะอยู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีนแล้วยังเป็นวันแห่งความรัก "14 กุมภาพันธ์" ด้วย แต่ภายในงานก็ไม่เงียบเหงาเลยแม้แต่น้อย กลับมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมงานกันคับคั่ง  ทั้งกรรมการสมาคมฯ อาทิ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล, รศ.สุรภีพรรณ ฉัตราภรณ์, จิตติ หนูสุข ฯลฯ สมาชิกสมาคมซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการอ่าน อาทิ ประพัฒน์ แสงวณิช, ดร.ถนอมวงษ์ ล้ำยอดมรรคผล

 บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับวรรณกรรมจีน อาทิ อมร ทองสุก และเจษฎา ทองรุ่งโรจน์ นักเขียนนักแปลที่มีผลงานเรื่องขงจื๊อ, ดร.มาลินี ดิลกวณิช นักวิชาการจีนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มาดามผัง ลี่ ผู้แทนสำนักงานขงจื่อสาขาใหญ่ประจำประเทศไทย ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในไทย นักเขียนและสื่อมวลชนหลายแขนง อาทิ เอื้อ อัญชลี ผู้มีผลงานเรื่องสามก๊กจำนวนมาก, สุภาพ พิมพ์ชน นักวิจารณ์, สุธาทิพย์ โมราลาย ผู้มีผลงานเกี่ยวกับจีน ตลอดจนบุคคลทั่วไปผู้สนใจความยิ่งใหญ่ของนักปราชญ์ผู้นี้

 การเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้มีความรู้เรื่อง "จีนศึกษา" และเรื่องของ "ขงจื๊อ" คือ ศ.ฟู่ เจิง โหย่ว ผู้อำนวยการสถาบันขงจื่อแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฝ่ายจีน รศ.ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์ นักเขียน นักแปล และนักวิชาการเรื่องจีนศึกษา จากสาขาวิชาภาษาจีน คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทองแถม นาถจำนง บรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ และนักเขียนเรื่องจีนชื่อดัง ผู้มีนามปากกาว่า "โชติช่วง นาดอน" โดยมี รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล หรือ "ชัยคุปต์" อาจารย์ นักเขียน นักแปล นักจัดรายการวิทยุโทรทัศน์ ผู้เป็นหนึ่งในกรรมการสมาคมฯ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

 ประเด็นที่ผู้ร่วมเสวนาได้อภิปรายกันคือเรื่อง "การกลับมาปรากฏตัวของวิถี-วิธีคิดของขงจื๊อในบริบทสังคมโลกและบริบทสังคมไทย" รศ.ปกรณ์ ให้ความคิดเห็นว่า ปัญหาเมื่อกว่า 2000 ปีที่แล้วกับปัญหาของโลกและคนไทยปัจจุบันดูไม่แตกต่างกันนัก เป็นปัญหาเก่าๆ ที่ยังวนเวียนอยู่โดยไม่ได้รับการแก้ไข เพราะคน (โดยเฉพาะชนชั้นปกครอง ผู้มีอำนาจรัฐ) ยังขาด "จารีตธรรม" หรือ "หลี่" และ "มนุษยสัมพันธธรรม" หรือ "เหญิน" ซึ่งเป็นหลักคิดของขงจื๊อนั่นเอง

 ส่วนทองแถมก็ได้กล่าวว่า วิถีแบบขงจื๊อไม่ใช่ระบบศาสนา แต่เป็นระบบจริยธรรมอันเป็นวิถีโลกโดยแท้ เพราะขงจื๊อสอนเรื่องที่ถือว่าเป็นโลกียะ อาทิ ความกตัญญู เรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวของสามีภรรยาและบิดามารดากับบุตร วิถีของขงจื๊อคือการแก้ปัญหาใหญ่ๆ 2 ประการ คือ จะแก้ปัญหาความวุ่นวายของสังคมอันเกิดจากการช่วงชิงอำนาจของชนชั้นปกครองได้อย่างไร อันเป็นที่มาของคำสอนเรื่อง "จารีตธรรม" ซึ่งเสนอเกี่ยวกับเรื่องวินัย กับปัญหาที่สองคือ จะสร้างความสมานฉันท์ในสังคมที่มีคนอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมากได้อย่างไร คำตอบก็คือการสร้างกฎเกณฑ์ให้คนอยู่ร่วมกันโดยสันติ ซึ่งก็คือแนวคิดเรื่อง "มนุษยสัมพันธธรรม" หรือ "เหญิน" นั่นเอง

 ต่อคำถามเรื่องชื่อของนักปรัชญาผู้นี้ ศ.ฟู่ เจิง โหย่ว กล่าวว่า ออกเสียงได้หลายแบบตามแต่สำเนียงของแต่ละภาษา แต่หากเป็นจีนกลางออกเสียงว่า "ขงสื่อ" ส่วนความสำคัญของขงจื๊อในประเทศจีนนั้น คนจีนได้ปฏิบัติตามคำสอนของขงจื๊อเรื่อยมา แม้มีบางยุคที่ถูกลดบทบาทลง แต่ในปัจจุบันจีนได้ส่งเสริมการเผยแพร่จริยธรรมแบบขงจื๊อมากขึ้น รศ.ดร.ชัยวัฒน์ ได้กล่าวเสริมว่ามีปรากฏการณ์การขายหนังสือเล่มหนึ่งในประเทศจีนเรื่อง "บันทึกการอ่านคำสอนของขงจื๊อ" ซึ่งขายได้ 3 ล้านเล่มภายในเวลาเพียง 4 เดือน

 นอกจากนี้ วงเสวนายังกล่าวถึงประเด็นที่สำคัญมากของคำสอนของขงจื๊อเรื่อง "เหอ" ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเห็นบทบาทของชนชั้นสามัญมากขึ้น ดังนั้น ขงจื๊อจึงได้ให้ความสำคัญแก่การสอนหลักวิธีคิดและการให้สติปัญญาแก่สามัญชนหลังจากที่เกิดความสิ้นหวังกับการช่วงชิงอำนาจในหมู่ชนชั้นปกครอง ซึ่งในประเด็นนี้ รศ.ปกรณ์ได้เสริมว่าขงจื๊อเน้นไปที่การประนีประนอมและการปรองดองเพื่อยืนยันทีท่าของการวัฒนาให้สังคมเกิดความสงบสุขนั่นเอง

 หลังจากการเสวนาอันเข้มข้นภายในเวลาอันจำกัด (มีผู้กระซิบมาว่า หากจะพูดเรื่องของขงจื๊อกันจริงๆ คงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 45 ชั่วโมง หรือลงทะเบียนเรียนกันสัก 3 หน่วยกิต) จากนั้นผู้เข้าฟังเสวนาก็ได้ชมภาพยนตร์เรื่องขงจื๊อ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากมงคลภาพยนตร์และโรงภาพยนตร์ UMG RCA   

 ภาพยนตร์เรื่องขงจื๊อ ซึ่งแสดงนำโดยโจว เหวิน ฟะ เป็นงานสรรค์สร้างที่ยิ่งใหญ่อลังการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากสู้รบที่ตระการตา ภาพยนตร์จับเรื่องราวตอนที่ขงจื๊อมีชื่อเสียงจากการสั่งสอนสามัญชน ความเป็นปราชญ์ทางการเมืองและจริยธรรมทำให้เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดียุติธรรมและมหาดไทย กุศโลบายทางการเมืองการทหารของเขาทำให้เขาได้รับความไว้วางใจจากอ๋องแห่งแคว้นลู่ แต่การเมืองระหว่างแคว้นก็ทำให้ขงจื๊อหมดหวังกับชนชั้นปกครองและเนรเทศตนเองออกพเนจรไปตามแคว้นต่างๆ

 ภาพยนตร์เน้นความขัดแย้งทางการเมืองและการช่วงชิงอำนาจซึ่งส่งผลต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน อันแสดงให้เห็นสภาพของสังคมจีนโบราณได้อย่างแจ่มชัด

 คำสอนของขงจื๊อเป็นความพยายามแก้ปัญหาสังคมที่ยังคงดำรงอยู่แม้ในปัจจุบัน การเสวนาและการชมภาพยนตร์ครั้งนี้ได้ตอกย้ำให้เห็นว่าขงจื๊อเป็นปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก และคำสอนของท่านยังคงเป็นอมตะซึ่งสามารถปรับใช้ได้กับสังคมทุกยุคทุกสมัยที่ต้องการความ "สมานฉันท์"

"พรรณทิภา ชื่นชาติ"