ไลฟ์สไตล์

เข้าใจผิด...ปตท

เข้าใจผิด...ปตท

17 ก.พ. 2553

ประเทศไทยมีกำลังการกลั่นน้ำมันเกินความต้องการจริงและส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปส่วนเกิน เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ

แต่ไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางวันละ 8 แสนบาร์เรล มาเป็นวัตถุดิบในการกลั่น และส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปวันละ 2 แสนบาร์เรล ผลที่ตามมา คือ
 ราคาน้ำมันในประเทศจำเป็นต้องอิงราคาตลาดโลก เพราะต้นทุนซื้อน้ำมันดิบในราคาตลาดโลก คนไทยต้องประหยัดการใช้น้ำมัน เพราะขณะนี้ ไทยเป็นประเทศที่มีอัตราใช้พลังงานต่อประชากรในเกณฑ์สูง ขณะที่ มาเลเซีย เป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซ สร้างรายได้เข้าประเทศมหาศาล จึงขายน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศได้ถูกกว่าไทย ส่วน สิงคโปร์ นำเข้าน้ำมันดิบเช่นกัน และนำมากลั่นเพื่อส่งออกเป็นส่วนใหญ่ น้ำมันสำเร็จรูปขายในประเทศแพงกว่าไทย เพราะเก็บภาษีสูง
 ราคาน้ำมันขายปลีกของไทยจะถูกปรับเพื่อให้สะท้อนราคาต้นทุนน้ำมันดิบที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน โดยผู้ขายน้ำมันรับซื้อจากโรงกลั่นและปรับราคาเป็นช่วงๆ เพื่อให้ผู้บริโภคไม่ถูกกระทบจากราคาที่ผันผวนจนเกินไป ปตท.ไม่ได้กำไรมากจากการกลั่นและขายน้ำมัน แต่มีบทบาทสำคัญในการชะลอการขึ้นราคาขายปลีก เพื่อบรรเทาภาระผู้ใช้น้ำมันในขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2550-2551
 ปตท.ไม่เคยทำกำไรสูงถึงระดับ 195,000 ล้านบาท ข้อเท็จจริงคือปี 2550 ปตท.มีกำไรประมาณ 97,000 ล้านบาท ปี 2551 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจและพลังงานกำไรลดลงเหลือ 51,700 ล้านบาท เมื่อพิจารณาขนาดธุรกิจและภาระการลงทุนทั้งหมด จะเห็นว่า ปตท.ได้รับผลตอบแทนการลงทุนเพียง 5-10%
 ปตท.มีศักยภาพที่จะทำกำไรได้สูงกว่าผลประกอบการ แต่เพราะเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ จึงต้องรับภาระต่างๆ คือ ชะลอการขึ้นราคาขายปลีกน้ำมัน ทำให้ค่าการตลาดต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ขายก๊าซหุงต้ม (LPG) ในประเทศราคาคงที่ตามที่รัฐควบคุม ซึ่งต่ำกว่าราคาในตลาดโลก ลงทุนขยายกิจการเอ็นจีวีตามนโยบายรัฐ และขายตามที่รัฐควบคุมซึ่งต่ำกว่าต้นทุน
 ประเทศไทยจะต้องนำเข้าพลังงานในอนาคตเป็นปริมาณสูง ปตท.มีหน้าที่รับผิดชอบการจัดหาพลังงานมาตอบสนองความต้องการใช้ให้เพียงพอ และในราคาที่เป็นธรรม เพื่อให้คนไทยได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานของไทย และบทบาทของปตท. ซึ่งมีความสำคัญต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของชาติในอนาคต
เทวินทร์ วงศ์วานิช
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน
บมจ.ปตท.