ไลฟ์สไตล์

เล่นหูเล่นตา-แต๊ะ

เล่นหูเล่นตา-แต๊ะ

15 ก.พ. 2553

ก่อนถึงวันไหว้และวันตรุษจีน ฉันหลับตานึกถึงภาพและเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจนเสียจนได้กลิ่นราวกับระลึกชาติได้...

คนในบ้านจะวึ่นวือ เวิ่นเว้อ วกวน อลหม่านอยู่หลังครัวราวกับจะมีสงครามเกิดขึ้นจนต้องกักตุนเสบียงเตรียมพร้อมกันแต่เนิ่นๆ

 หม้อใบใหญ่ๆ พอจะต้มเด็ก 2-3 ขวบได้ ที่ซุกไว้ในตู้เก็บของจนหยากไย่จับมาทั้งปี บัดนี้ถูกนำมาขัดล้างเตรียมใส่อาหารที่จะนำไปไหว้เจ้า หมูเห็ดเป็ดไก่ที่ต้มแล้วแขวนเรียงรายอยู่กับไม้เต็กกอที่พาดไว้ ขนมเข่ง ขนมเทียน ขนมปุยฝ้ายของคนจีนที่ห่อด้วยกระดาษสีชมพูแปร๋นหรือแดงแจ๊ดวางเบียดกันเต็มพรึ่ดในถาดใบเขื่อง ผลไม้สด ทั้งส้ม สาลี่ แอปเปิ้ล องุ่น เชอร์รี่ ฯลฯ และผลไม้กระป๋องอันได้แก่ ลิ้นจี่ เงาะ และบ๊วยจีน (ลูกกลมๆ สีม่วงผิวเป็นหนามๆ แช่ในน้ำเชื่อมสีม่วง) น้ำอัดลม น้ำหวาน เหล้า ธูปเทียน กระดาษเงิน กระดาษทอง ฯลฯ เรียงอยู่บนโต๊ะแน่นจนไม่มีที่จะวาง...

 ก่อนหน้านั้นคนในบ้านก็ช่วยกันล้างบ้าน ล้างหน้าต่าง ขัดมุ้งลวด จากตัวบ้านไปจนถึงหน้าบ้าน สะอาดเอี่ยมเหมือนบ้านใหม่เพื่อเตรียมรับโชคลาภในวันตรุษจีน... นี่แค่ก่อนวันไหว้ 1 วัน

 พอถึงวันไหว้ ของทุกอย่างที่เตรียมไว้จะถูกจัดวางเป็นชุด นำไปไหว้เจ้าตามจุดต่างๆ ในช่วงเช้า พอกลางวันก็ตั้งโต๊ะกลางแจ้งไหว้ผีไม่มีญาติให้มารับเครื่องเซ่น นี่ถ้าใส่แว่นวิเศษมองเห็นผีแบบในหนังเรื่อง 13 Ghosts คงสยองน่าดู

 พวกที่ตายด้วยอุบัติเหตุตามท้องถนนหรือวิญญาณร่อนเร่พเนจร วิญญาณของคนที่ตายโหง! คงแย่งกันใช้มือหยิบของเซ่นไหว้กันหมุบหมับเหมือนซอมบี้กินคน นุ่งเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ เปรอะเลือดแห้งกรัง ลูกกะตาหลุด แขนห้อยต่องแต่ง สมองไหล หัวหายไปซีกหนึ่ง (คิดได้!)

 บางคนบอกว่าวิญญาณเหล่านั้นใช้วิธีเสพเอาไม่ก้มหน้าก้มตากินอย่างที่ฉันคิด ปล่อยมันเป็นปริศนาต่อไป ตายไปก็รู้เอง ถ้าลูกหลานไม่ไหว้ให้ คงต้องมาอาศัยกินแบบนี้ พอเก็บเครื่องเซ่นเสร็จ แม่จะใช้พวกเราเผากระดาษเงินกระดาษทองใส่กะละมังหรือถังเก่าๆ แล้วจุดประทัด หมาที่บ้านวิ่งหลบหางจุกตูดอยู่หลังบ้าน บางบ้านผูกประทัดสีแดงเป็นตับ แล้วแขวนปลายไม้เต็กกอสูงขึ้นไป 2-3 ชั้นของบ้านแล้วจุดอย่างเมามัน กะว่าเทพเจ้าจะต้องได้ฝันหรือขับไล่สิ่งชั่วร้ายอะไรสักอย่าง...เอาเป็นว่า ตูหนวกหูฉิ_หาย! 

 ตอนจุดทุกคนเอามืออุดหู บางคนก็วิ่งเข้าบ้าน ประทัดมันเสียงดังก็ยืนฟังให้สะใจสิ อยากจุดนัก จะหลบเข้าบ้านทำไมล่ะ? อันนี้ก็ไม่เข้าใจพวกเขานะ!

 พวกเด็กซนก็จะจุดประทัดทีละดอกแล้วเอาถ้วยอะลูมิเนียมครอบไว้ ตอนประทัดระเบิดถ้วยก็จะปลิวขึ้นกลางอากาศ ดีที่ไม่กระเด็นใส่หน้ามัน หน้าคงแหก...ซนนัก! (ตอนเด็กๆ ฉันก็ทำเหมือนกัน) ที่หน้าเละแบบนี้ไม่ใช่เพราะประทัด แต่เป็นโดยกำเนิด...เข้าใจป่ะ!

 พอตกดึกก็จะตั้งโต๊ะไหว้ขนมหวานและผลไม้บูชาเทพเจ้าแห่งโชคลาภ “ไฉ่ซิงเอี้ย” เวลาก็ต่างกันในแต่ละปี ซินแสจะบอกว่าเจ้าจะเสด็จลงมาเวลาไหน บางปีมีตี 3 ตี 4 เด็กๆ ก็จะถูกเรียกลงมาไหว้เจ้ารับโชคลาภแบบงัวเงีย เวลาไหว้ต้องหันให้ถูกทิศ มิเช่นนั้นแล้วอาจจะกำลังหันหลังให้เจ้าได้ ฉันชอบขนมอี๋ หน้าตาเหมือนบัวลอยแต่ลูกโตเท่าลูกชิ้นต้มใส่น้ำแดง แม่กับเตี่ยบอกว่ากินแล้วจะได้เฮงๆ...

 กินกี่ปีก็ไม่รู้สึกเฮง นอกจากจุก!

 อาหารที่มาจากการไหว้เจ้าจะถูกนำมาแปรสภาพให้เก็บไว้กินได้นานๆ (ในช่วงนี้ร้านค้าส่วนใหญ่จะปิดเพื่อให้ลูกจ้างได้กลับบ้านต่างจังหวัดหลังจากรับซองอั่งเปา) เมนูประจำตรุษจีนจึงเป็นเมนูภาคบังคับ บังคับทำและบังคับกิน (หลายวัน) อันได้แก่ เหม่งซุ่ง หรือ หน่อไม้จีนต้มใส่เป็ด ไก่ และหมู 3 ชั้น, พะโล้รวมมิตรหมูเห็ดเป็ดไก่และไข่, หมู 3 ชั้น เป็ดและไก่ทอดและรวนใส่เกลือพริกไทย, แกงจืดกระเพาะปลาใส่ลูกชิ้นผักกาดขาวและวุ้นเส้น (อืดได้อีก) และเมนูสุดท้ายขาดไม่ได้...“จับฉ่าย” ทุกเมนูจะถูกอุ่นแล้วอุ่นอีกจนกว่าจะหมด ก่อนจะหมดจะจำแทบไม่ได้ว่ามันคืออะไร หน้าตาเหมือนกันทุกหม้อแล้วล่ะทีนี้ กระดูกเป็ด กระดูกไก่ กับผักเละๆ รวมกัน...หน้าตาคล้ายอาหารหมา

 จากเช้าจนดึกของวันไหว้สิ้นสุดลง ทุกคนในบ้านจะนอนเป็นตาย มิได้สติสมประดีเพราะเหนื่อยสะสมมาหลายวัน พอวันรุ่งขึ้นก็จะแช่มชื่นเบิกบานเก็บซองอั่งเปาที่ต้องลุ้นเอาว่าเท่าไหร่ เด็กๆ ที่ญาติเยอะก็จะเอาส้ม 4 ลูกห่อด้วยผ้าแดงผูกไว้ถือไปขออั่งเปาและแลกส้มใบใหม่จากบ้านนั้นกลับมา พอตกดึกก็จะมานั่งสุมหัวเล่นไพ่กันในหมู่ญาติ (อันนี้ถือเป็นธรรมเนียม) แต่สำหรับฉันเกิดมาฉันไม่เคยหิ้วส้มไปบ้านญาติผู้ใหญ่คนไหน ค่าที่ต่างคนต่างอยู่มาแต่ไหนแต่ไร พอเตี่ยแต๊ะเอียให้ก็จบข่าว จะว่าเป็นคนไม่เอาญาติ หรือญาติไม่เอาก็ไม่รู้ได้ ถึงหลายปีมานี้พอถึงวันตรุษจีน ฉันสังเกตเห็นเตี่ยฉันตั้งหน้าตั้งตารอน้องๆ และลูกหลานมาอวยพร แต่ก็มากันเบาเหลือเกิน คนที่ไม่ค่อยรวยกลับแวะมาเยี่ยม มาคุย มาอวยพร แต่คนที่รวยมหาศาลกลับไม่เห็นวี่แวว จนขี้เกียจจะถามให้ช้ำใจ ฉันจึงต้องแต๊ะเอียเตี่ยให้สาสมจะได้ไม่ต้องหวังลมๆ แล้งๆ กับใครอีก ช่วยไม่ได้ที่แก่แต่ดันไม่รวย ไม่งั้นคงแห่กันมาบ้านจะพัง! ทั้งๆ ที่ความจริงแกก็ไม่อยากได้เงิน แต่อยากเจอญาติก็แค่นั้น...นี่คือกฎอีกข้อที่ฉันบัญญัติไว้ให้ตัวเอง..."ต้องแก่แต่รวยเท่านั้น!” ถึงตอนนี้ก็เริ่มแก่แล้ว แต่ยังไม่รวย รวยความรักของคนในครอบครัว ฉันก็มีความสุขแล้ว

 ปีนี้ตรุษจีนตรงกับวาเลนไทน์พอดี ทั้งชีวิตรออยู่แค่นี้ รอให้มันตรงกัน! ถือเป็นการแก้แค้นอดีตที่ได้เห็นคนแสดงความรักกันอย่างออกนอกหน้าในวันวาเลนไทน์ ฉันตักจับฉ่ายใส่ปากกินอย่างสะใจแล้วเชิดใส่ดอกไม้แดง ไหว้เจ้ากันจนหมดแรงจะเหลือพลังงานที่ไหนไปทำอะไรในคืนวาเลนไทน์ อยากรู้นักว่าคนส่วนใหญ่จะเลือกให้ความสำคัญกับสิ่งไหนมากกว่ากัน ระหว่าง ประเวณี กับ ประเพณี อยากจะได้แต๊ะเอีย หรืออยากจะโดนแต๊ะอั๋ง เลือกเอา!

เจนนิเฟอร์ คิ้ม