ไลฟ์สไตล์

เพลี้ยกระโดดฯลดอีก2โรคโผล่กรรมซ้ำสองของชาวนาไทย

เพลี้ยกระโดดฯลดอีก2โรคโผล่กรรมซ้ำสองของชาวนาไทย

15 ก.พ. 2553

ข้อมูลจากศูนย์อำนวยการควบคุมกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (War room) ระบุถึงสถานการณ์การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาลดลงเหลือเพียง 3.98 แสนไร่ ในพื้นที่ 8 จังหวัดคือ พิษณุโลก อุทัยธานี กำแพงเพชร พิจิตร อ่างทอง ปทุมธานี ชัยนาท และลพบุรี

จากเดิมช่วงกลางเดือนมกราคม 2553 ซึ่งระบาดถึง 8.3 แสนไร่ และปลายเดือนมกราคม 2553 6.7 แสนไร่ แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือยังคงพบการระบาดของโรคใบหงิก โรคเขียวเตี้ย ซึ่งมีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นพาหะใน 11 จังหวัด คือ พิษณุโลก อุทัยธานี กำแพงเพชร พิจิตร อ่างทอง ปทุมธานี ชัยนาท นครสวรรค์ สุพรรณบุรี นครนายก และ นนทบุรี และมีแนวโน้มการระบาดของโรคเพิ่มขึ้น

 หากย้อนตั้งแต่ตรวจพบสถานการณ์การระบาดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่ทำลายนาข้าวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 ครั้งแรก พบการระบาดพื้นที่รวมถึง 1.958 ล้านไร่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบในมาตรการป้องกันและกำจัดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และ ครม.มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 ให้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนระยะสั้นและระยะยาว

 ผลจากการดำเนินการด้วยการตั้งศูนย์อำนวยการควบคุมกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลขึ้นเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2552 เพื่อติดตามสถานการณ์การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหา และจัดทำรายงานเสนอกระทรวงเกษตรฯ ประจำทุกสัปดาห์ ปรากฏว่าจากการตรวจสอบและวิเคราะห์พื้นที่อย่างละเอียด พบมีพื้นที่การระบาดถึง 2.39 ล้านไร่

 ในที่สุดกระทรวงเกษตรฯ จึงเร่งรัดดำเนินการตามมาตรการด้วยการกำหนดจัดงานรณรงค์ในวันดีเดย์ ในพื้นที่ที่มีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลนแถบจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวม 14 จังหวัด คือ กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง นนทบุรี ปทุมธานี สุพรรณบุรี และ นครนายก ในช่วงวันที่ 28 ธันวาคม 2552-4 มกราคม 2553 และผลจากการดำเนินการพบว่าพื้นที่การระบาดได้ลดลงจาก 2.39 ล้านไร่ เหลือเพียง 1.15 ล้านไร่ ในวันที่ 18 ธันวาคม 2552 ลดลงเหลือ 8.3 ล้านไร่ เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2553 ต่อมาเหลือเพียง 6.7 แสนไร่ ปลายเดือนมกราคม 2553 และล่าสุดพบพื้นที่ระบาดเหลือเพียง 3.98 แสนไร่ดังกล่าว

 อย่างไรก็ตาม การประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อปลายเดือนมกราคม 2553 ที่ผ่านมา เน้นในเรื่องมาตรการและแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร ในส่วนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคเขียวเตี้ย และโรคใบหงิก เนื่องจาก นายธีระ วงศ์ษสมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้รับรายงานว่าขณะนั้น สถานการณ์พลี้ยกระโดดสีน้ำตาลค่อนข้างรุนแรง มีเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายรวมกว่า 5 หมื่นราย

 สอดคล้อง นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ รองอธิบดีกรมการข้าว ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการควบคุมกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ที่ระบุในตอนนั้นว่า สถานการณ์การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจากการรายงานผลการสำรวจในพื้นที่การระบาดของกรมส่งเสริมการเกษตร พบว่ามีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลใน 11 จังหวัดก่อนหน้านี้ได้ลดลงบ้างแล้ว

 ก่อนหน้านี้ นายธนู วงศ์เกษม ผู้อำนวยการกองสาระสนเทศ กรมการข้าว ในฐานะเลนุการศูนย์อำนวยการควบคุมกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์และการสำรวจทางวิชาการก่อนหน้านี้ พบว่าการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ลดลง ส่วนการระบาดของโรคเขียวเตี้ยและโรคใบหงิกซึ่งหายไปนานแล้วกลับระบาดใหม่ โดยมีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นพาหะ มีแนวโน้มการระบาดเพิ่มมากขึ้น และหากปล่อยทิ้งไว้จะเป็นแหล่งของโรคและแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางต่อไป ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการผลิตข้าวในฤดูการผลิตรอบที่ 2 และอาจจะเพิ่มความรุนแรงเป็น 5-10 เท่าในฤดูนาปีถัดไป

 ที่อ่างทอง นายวิศว ศะศิสมิต ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง กล่าวว่า สถานการณ์เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดทำลายข้าวในพื้นที่ จ.อ่างทอง ทุกอำเภอ 72 ตำบล และได้ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉินทั้ง 72 ตำบล จำนวน 295,879 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 76 ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด 388,856 ไร่ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 14,943 ครัวเรือน

 แม้ปัจจุบันภาครัฐจะสามารถคลี่คลายสถานการณ์การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลลดลงแล้ว แต่ที่น่าเป็นห่วงคือโรคระบาดตัวใหม่ โรคเขียวเตี้ยและโรคใบหงิกที่หายไปจากวงจรชีวิตชาวนามานาน กลับมาระบาดและมีแนวโน้มระบาดเพิ่มมากขึ้น เท่ากับเป็นการซ้ำเติมชาวนาที่เดือดร้อนอยู่แล้วต้องมาเดือดร้อนซ้ำอีก

อัดกว่า 1 พันล้านแก้เร่งด่วน-ระยะยาว

 เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย และยุติการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคเขียวเตี้ย และโรคใบหงิกอย่างยั่งยืน ครม.มีมติเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 อนุมัติงบ 1,240 ล้านบาท เพื่อใช้ในการชดเชยให้แก่เกษตรกรสำหรับควบคุมการระบาดและตัดวงจรของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคเขียวเตี้ย และโรคใบหงิก

 ปัญหาที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือ การไถกลบต้นข้าวในพื้นที่การระบาดรวม 3.98 แสนไร่ ซึ่งจะต้องทำให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคมนี้ โดยทางราชการจะชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการเป็นเงินสด ในอัตราไร่ละ 2,280 บาท นอกจากนี้กรมการข้าวยังได้สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีที่ทางราชการแนะนำให้เกษตรกรในอัตราไร่ละ 15 กิโลกรัม ทั้งนี้เกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการต้องให้ความร่วมมือกับทางราชการครบตามเกณฑ์ที่กำหนดคือ

 1.ต้องเป็นพื้นที่การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคใบหงิก โรคเขียวเตี้ย ที่จังหวัดได้ประกาศเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัติแล้ว 2.มีการตรวจสอบและรับรองความเสียหายของชาวนาแต่ละราย และชาวนาผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการชดเชยเมื่อได้ให้ความร่วมมือตามเกณฑ์กำหนด และแจ้งแสดงความจำนงต่อสำนักงานเกษตรในพื้นที่ 3.ต้องยินยอมให้ทางราชการเข้าไปไถกลบและเปลี่ยนพันธุ์ข้าวตามคำแนะนำของกรมการข้าว และ 4.นาข้าวที่ได้รับการช่วยเหลือเฉพาะปลูกก่อน วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ ครม.มีมติให้ความช่วยเหลือเท่านั้น

 ส่วนการแก้ปัญหาการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างยั่งยืน กรมการข้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรทันต่อเหตุการณ์ พร้อมเร่งรัดการดำเนินการถ่ายทอดและให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่และเกษตรกร และจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน นอกจากนั้นมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยพันธุ์ข้าวและเร่งรัดการผลิตเมล็ดข้าวที่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ การวิจัยสารฆ่าแมลง และการรักษาระบบนิเวศในนาข้าวที่เหมาะสม

 สำหรับการแก้ไขปัญหาระยะยาว กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการวางแผนการจัดระบบการปลูกข้าวใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทั้งทางกายภาพและชีวภาพ รวมไปถึงด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อไป

ดลมนัส กาเจ