ไลฟ์สไตล์

ธรรมะฉบับ "คุณอ้อย" ม.ล.นันทิกา

ธรรมะฉบับ "คุณอ้อย" ม.ล.นันทิกา

13 ก.พ. 2553

ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่การแข่งขันเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อช่วงชิงความเป็นเจ้าในยุทธจักร จึงจำเป็นที่คนทำงานต้องงัดกลยุทธ์ชิงไหวชิงพริบกันอย่างถึงพริกถึงขิง จนคนบางคนหลงลืมไปว่าในบางครั้งการได้อยู่นิ่งๆ หรือ ทำจิตใจให้สงบด้วย "ธรรมะ" สามารถนำพาให้ช

  ดูอย่าง "คุณอ้อย" ม.ล.นันทิกา วรวรรณ  ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัทบางกอกแอร์เวย์ส ผู้มีประสบการณ์โชกโชนบนเส้นทางทั้งสายชีวิตและสายงาน (ไม่ต่ำกว่า 30 ปี) ฝ่าฟันมรสุมทั้งร้อนหนาวมาแล้วทั้งสิ้น แต่ด้วยหลัก "ธรรมะ" ที่เธอได้รับจากการเข้าวัดไหว้พระทุกครั้งหากว่างเว้นจากงานประจำ สามารถนำพาเธอให้ติดปีกโลดแล่นอย่างมีความสุขมาจนถึงวันนี้  

 หากไม่ได้เห็นกับตาตัวเองเมื่อครั้งที่เดินทางไปยังจังหวัดสุโขทัย เพื่อร่วมเปิดเส้นทางทัวร์ไหว้พระเสริมสิริมงคล "ตามร้อย 9 พระพุทธสุดแผ่นดิน" โดยมีเธอเป็นหัวเรี่ยวแรงทั้งผลักทั้งดันโครงการ และมี อ.คฑา ชินบัญชร นักพยากรณ์และเกจิสายธรรมะ รับหน้าเสื่อเป็นสะพานบุญ ยอมรับว่าจินตนาการไม่ออกจริงๆ ว่าสาวนักประชาสัมพันธ์ผู้มีบุคลิกปราดเปรียวคนนี้ จะนิยมสัญจรเข้าวัดไหว้พระฟังเทศน์ฟังธรรมแทนการออกงานสังคมหรูหราตามความถนัดถนี่จากสายงาน

  หลังจากเสร็จสิ้นการเข้าสักการะปิดทองไหว้ "ศาลแม่ย่า" อันเป็นที่นับถืออย่างยิ่งของชาวเมืองสุโขทัย เราไม่รอช้ารีบจับบอสสาวแห่งสายการบินบูติกเดียวของประเทศไทย มาเปิดหัวข้อสนทนาถึงที่มาของการเดินสายเข้าวัดไหว้พระทันที ซึ่งคำตอบก็คือมาจาก "ครอบครัว" เป็นผู้ปูฐานดีๆ เช่นนี้ให้

 "สมัยตอนเด็กๆ พี่ต้องตามคุณพ่อคุณแม่ไปอยู่ที่ต่างประเทศ เพราะอยู่กันอย่างครอบครัวเล็กๆ เวลาที่คุณแม่ไปทำบุญที่วัดพี่อ้อยก็มักจะต้องตามไปด้วยทุกครั้ง มันจึงเหมือนค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ ซึมซับเข้ามาในชีวิตแบบทีละนิดๆ โดยไม่รู้ตัว จนเมื่อเติบโตขึ้นมีเพื่อนฝูงมากมายและส่วนใหญ่ก็จะออกแนวชอบธรรมะธัมโมด้วย จึงเหมือนเป็นการช่วยกันดึงช่วยกันประคับประคองอยู่ในเส้นทางธรรมมาโดยตลอด และที่น่าชื่นใจก็คือ ทุกวันนี้สะพานบุญนี้ถูกส่งต่อลูกชายของพี่กลายเป็นคนชอบเข้าวัดไหว้พระด้วยนะ" บอสสาวเล่าถึงเหตุที่มาของกิจกรรมดีๆ

 นอกจากความสงบสุขในการดำเนินชีวิตแล้ว พี่อ้อยของน้องๆ ในทีมประชาสัมพันธ์ ยังบอกถึงข้อดีของธรรมะที่เธอสามารถนำมาปรับเปลี่ยนเพื่อให้การทำงานประสบความสำเร็จจนถึงวันนี้ นั่นก็คือ "ความใจเย็น"

 "แต่เดิมบุคลิกพี่เป็นคนใจร้อน คิดจะทำอะไร หรือต้องการสิ่งใดก็อยากจะได้เดี๋ยวนั้นเวลานั้น จนทำให้คนรอบข้างต้องพลอยร้อนรนไปด้วย โดยเฉพาะลูกน้องนี่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด จนเมื่อได้ไปเข้าวิปัสสนาที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเขาจัดให้นั่งสมาธิ ตื่นตั้งแต่ตี 4 ถือศีล 8 คราวละ 3-4 วัน ทำให้กลายเป็นคนใจเย็นลง ซึ่งพอตัวเองเย็นลงก็ส่งผลให้คนรอบข้างสงบมีความสุข พี่เองก็พลอยมีความสุขไปด้วย ทุกวันนี้ในทีมจึงเหมือนครอบครัวเดียวกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ใครมีปัญหาอะไรก็จะคอยช่วยเหลือกัน ถามไถ่กันอยู่ตลอดเวลา" พูดแล้วบอสสาวก็หันไปเช็กน้องๆ ในทีมว่าจริงหรือไม่ ซึ่งสาวๆ พร้อมใจกันพยักหน้าหงึกหงักๆ เป็นการยืนยัน 

 บางคนคิดว่า "วัด" จะต้องเป็นที่ของคนที่มีความทุกข์ สำหรับเข้าไปเพื่อหาที่พึ่งทางใจ อันที่จริงคนมีความสุขก็เข้าวัดไหว้พระได้ ไม่ต้องรอให้เกิดทุกข์แล้วค่อยวิ่งหาพระ...ผู้บริหารฝ่ายกระบอกเสียงเปิดบทสนทนาอีกครั้งด้วยประโยคบอกเล่าเพียงสั้นๆ ทว่าชัดเจนและหนักแน่นตามแบบฉบับผู้หญิงมาดมั่น หลังจากแวะเที่ยวชมตามจุดต่างๆ ภายใน "อุทยานประวัติศาสตร์" โดยมีนักพยากรณ์มากความรู้คอยชี้ชวนให้ดูพร้อมบอกเล่าถึงความสำคัญและประวัติความเป็นมาอยู่เป็นระยะๆ

 "คนส่วนใหญ่มักเห็นวัดหรือพระเป็นที่ปลดทุกข์ เมื่อใดที่รู้สึกว่าไม่มีความสุข หรือต้องการที่พึ่งจะมุ่งหน้าเข้าหาวัดทันที ขณะที่บางคนเมื่อมีความสุขก็มักจะลืมพระลืมวัด ซึ่งก็ใช่ว่าจะผิด แต่อันที่จริงแล้วทั้งคนมีสุขและคนทุกข์สามารถเดินเข้าหาพระพุทธองค์ได้ทุกเวลา"

 เมื่อเป็นผู้หนึ่งที่ใช้ธรรมะนำทาง จึงเกิดคำถามว่า ในแต่ละวันใช้หลักใดในการดำเนินชีวิตและทำงาน ซึ่งเธอตอบแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยว่า มี 2 หลักเรียบๆ ง่ายๆ คือ ไม่เบียดเบียนใคร และ ความรักความจริงใจ

 "ทุกวันนี้พี่ยึดหลักความไม่เบียดเบียนใคร ไม่ทำให้ใครเป็นทุกข์ ด้วยความเชื่อที่ว่ากรรมดีกรรมชั่วมีจริง ทำคุณต่อผู้มีบุญคุณ ดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์ ที่สำคัญอย่าไปมองคนที่ดีกว่าตัวเอง เพราะจะทำให้ตัวท้อถอยและอิจฉา ในทางตรงข้ามถ้าเมื่อใดก็ตามที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังแย่ พี่จะมองไปที่ผู้แย่กว่าเป็นการให้กำลังใจตัวเอง ส่วนในการทำงานก็มีหลักง่ายๆ แค่มีความรักความจริงใจกับทุกคน งานคืองาน นอกเหนือเวลางานก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง" สาวนักประชาสัมพันธ์ผู้เข้าถึงธรรมะกล่าว  

 ก่อนที่การพูดจะเดินทางมาถึงประเด็นสุดท้าย วงสนทนาธรรมก็มีอันต้องเบรกการพูดคุยลงอีกครั้ง เมื่อพลขับนำพวกเราไปถึง "วัดศรีชุม" ซึ่งนับว่าเป็นไฮไลท์สำหรับทริปนี้ก็ว่าได้ เพราะทุกคนได้อิ่มเอิบกับโอกาสพิเศษ เมื่อพระสงฆ์ และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ จัดให้มีการสวดมนต์ทำวัดเย็นท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ และปิดท้ายทริปด้วยการปล่อยโคมลอย นัยว่าเป็นการปลดปล่อยสิ่งไม่ดีให้หลุดพ้นไปจากชีวิต ซึ่งแน่นอนว่า ม.ล.นันทิกา ในฐานะหัวหน้าคณะและเป็นผู้มีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ร่วมนำพิธีฝ่ายฆราวาสด้วยความคล่องแคล่ว

เรื่อง - ภาพ... "กอบแก้ว แผนสท้าน"