
เตรียมพร้อมรับภัย
ในสถานการณ์ขณะนี้ ที่ข่าวคราวภัยพิบัติ อากาศวิปริตแปรปรวน ปรากฏให้เห็นทั่วทุกมุมโลก ต่างตอกย้ำให้เราตั้งสติให้มั่น และไม่ประมาท ด้วยการ เตรียมพร้อมรับภัย" เริ่มต้นด้วยการหาพระเอกตัวจริงให้พบในหมู่ผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงในกระบวนการเตรียมพร้อม ซึ่งหมายถึงภา
เราพูดถึงการเตรียมพร้อมรับภัยในระดับประเทศที่ผู้รับผิดชอบคือภาครัฐ อาจารย์ยักษ์ก็มีกรณีตัวอย่างของแผนป้องกันภัยที่รัฐบาลเพิ่งประกาศใช้เดือนมกราคม ที่ผ่านมาหมาดๆ ชื่อเรียกเป็นทางการว่า “แผนป้องกันภัยพิบัติด้านเกษตร" ซึ่งถูกผลักดันออกมาในระยะที่เกษตรกรประสบปัญหาเพลี้ยกระโดดอย่างหนัก มองตามตัวอักษรแผนฉบับนี้ ก็เป็นแผนที่ถือว่า “ใช้ได้” แต่อาจารย์ยักษ์ฟันธงว่า เป็นแค่ “เสือกระดาษ” เพราะเวลาเจาะไปถึงการปฏิบัติงานจริงแล้วก็นึกภาพออกว่าจะมาอีหรอบไหน ผู้รู้หลายท่านกล่าวว่า “กฎหมาย กฎระเบียบของประเทศไทยดีมาก ขาดแต่คนลงมือปฏิบัติ"
ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปประชุมกับหน่วยงานภาครัฐดู ก็จะรู้ว่าปัญหาอะไรที่พูดทั้งหมดมีเขียนแผนป้องกันและวิธีแก้ปัญหาไว้หมดแล้วทุกเรื่อง แต่ที่ไม่มีผลก็เพราะไม่มีใครไปทำจริงๆ และที่สำคัญอยากจะฟันธงว่า การวิเคราะห์ปัญหาของภาครัฐนั้น “ผิด” เหมือนหมอเมื่อวินิจฉัยโรคผิด วิธีการในการรักษาโรคก็ผิดไปด้วย กรณีของเพลี้ยกระโดด อยากถามท่านข้าราชการทุกหน่วยงานที่จะไปปราบเพลี้ยกระโดดว่า ท่านรู้จักเพลี้ยกระโดดดีแค่ไหน มันมีที่มาอย่างไร ธรรมชาติมันเป็นอย่างไร และจะทำให้มันหายไปทำอย่างไร
ท่านทราบหรือไม่ เหมือนท่านจะจับปลาเสือ แต่ชีวิตนี้ไม่รู้จักปลาเสือเลย และจะไปจับปลาเสือได้อย่างไร ไม่ใช่รู้จักแค่หน้าตา ต้องรู้จักธรรมชาติมันด้วย แล้วท่านเคยศึกษาไหมว่า แปลงนาที่ไม่มีเพลี้ยกระโดด ทำไมมันจึงไม่มี แล้วแปลงนาที่เพลี้ยกระโดดมารุมแทะ เป็นเพราะอะไร ท่านเคยคิดหาคำตอบเหล่านี้หรือไม่
คนที่ร่างแผนป้องกันภัยพิบัติด้านเกษตร หรือคนที่มีโอกาสอ่านแผนนี้ ไม่รู้จะคิดเหมือนอาจารย์ยักษ์หรือเปล่าว่า ถ้าลงมือทำอย่างที่เขียนไว้จริงๆ ตอนนี้ไม่ต้องรอให้ภัยพิบัติมา เราก็จะได้กำไรคือ ได้ผลในเชิงป้องกัน ซึ่งการลงทุนจริงๆ จะน้อยกว่าการแก้ปัญหามาก หลายอย่างที่เขียนไว้เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่กลับมาที่ประสิทธิภาพของภาครัฐอีกนั่นแหละที่น่ากังวล เพราะมักจะทำผิดซ้ำๆ ย่ำอยู่กับปัญหาเดิมๆ จึงต้องคอยมาเขียนแผนป้องกัน เขียนแล้วไม่ลงมือทำ หรือทำไม่จริง อย่างไรปัญหาก็แก้ไม่ตก
กลับมาที่เรื่องที่ดูเหมือนจะใกล้ตัวเข้ามาทุกที คนกำลังกังวลกับเขื่อนแตกมากยิ่งขึ้น อาจารย์ยักษ์เพิ่งมีโอกาสได้กราบนมัสการพระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง ที่ปรารภกังวลถึงปัญหานี้มาก เพราะมีข้อมูลวงในตั้งแต่สมัยที่ท่านยังหนุ่มและมีเพื่อนวิศวกรจุฬาฯ ซึ่งขณะนั้นกำลังสำรวจพื้นที่เมืองกาญจน์เพื่อสร้างเขื่อนศรีนครินทร์อยู่ เพื่อนวิศวกรคนนี้ตั้งแต่สมัยโน้นก็พบข้อมูลแล้วว่าบริเวณพื้นที่ที่จะสร้างเขื่อนอยู่บนรอยเลื่อนของเปลือกโลก โอกาสที่จะเกิดการแตกเคลื่อนจากแผ่นดินไหวมีมาก เป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะจะสร้างเขื่อนเลย แต่การเมืองเข้าแทรก เนื่องจากมูลค่าของเขื่อนสูงถึงสองพันล้าน
ในที่สุดเขื่อนศรีนครินทร์ก็ถูกสร้างจนเสร็จ ทั้งๆ ที่รู้ว่าพื้นที่ตรงนั้น “ไม่เหมาะ” ถือว่าเป็น “วิบากกรรม” ของคนไทยแท้ๆ มหันตภัยที่ควรเลี่ยงได้ แต่เป็นเพราะ “โมหภูมิแห่งความโลภ” มาครอบงำ วิบัติจึงต้องมาเยือน มาถึงกาลนี้ที่แผ่นดินไหวกลายเป็นเรื่อง “ใกล้ตัว” ของคนไทย เราก็คงต้องทำใจยอมรับความจริงว่า “เขื่อนแตก” ที่ร่ำลือกันนั้นมีสิทธิ์เกิดขึ้นจริง ทีนี้ก็อยู่ที่ว่าเราจะเตรียมรับกับ “วิบากกรรม” ที่เลี่ยงไม่พ้นนี้อย่างไร เราลองมาช่วยกันคิดในฉบับหน้าก็แล้วกัน
"อาจารย์ยักษ์ มหาลัยคอกหมู"
[email protected]



