ไลฟ์สไตล์

ไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับ

11 ก.พ. 2553

ไขมันพอกตับ หมายถึง การสังเคราะห์ไขมันในตับผิดปกติ ทำให้ไขมันโดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ที่แทรกอยู่ในเซลล์ตับมีน้ำหนักเกิน 5% ของตับ

ซึ่งจะทำให้ตับทำงานผิดปกติ ตับอักเสบและอาจพัฒนาเป็นตับแข็งในที่สุด ไขมันพอกตับส่วนใหญ่จะตรวจพบโดยบังเอิญ หรือจากการรักษาโรคอย่างอื่น ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ป่วยไขมันพอกตับในระยะแรก หรือแม้กระทั่งพัฒนาเป็นตับอักเสบหรือตับแข็งแล้ว ส่วนใหญ่ก็ยังไม่แสดงอาการ
ไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุอะไร
 ไขมันพอกตับเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การดื่มสุรา การสังเคราะห์ไขมันของตับผิดปกติ โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ตับอักเสบจากไวรัส การขาดสารอาหาร ผลข้างเคียงจากการใช้ยา การตั้งครรภ์ เป็นต้น
ไขมันพอกตับมีอาการอย่างไร
 ถึงแม้ว่า ผู้ป่วยไขมันพอกตับส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา ภาวะไขมันพอกตับก็จะรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการต่างๆ ดังนี้
  -รู้สึกอึดอัด หรือปวดแน่นบริเวณชายโครงด้านขวา
 -เบื่ออาหาร รู้สึกท้องอืดท้องเฟ้อ
 -ท้องผูก หรือท้องเสียเป็นประจำ
 -อ่อนเพลียง่าย ไม่มีเรี่ยวแรง
 -ตรวจพบค่าเอนไซม์ในตับสูงขึ้น (แสดงว่าตับมีการอักเสบ)
 -ระดับคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
 อย่างไรก็ตาม ระดับความรุนแรงของไขมันพอกตับไม่อาจวัดด้วยระดับความรุนแรง หรือจำนวนมากน้อยของอาการ เนื่องจากบ่อยครั้งไขมันพอกตับจนกลายเป็นตับแข็งแล้วผู้ป่วยก็ยังไม่มีอาการ
ไขมันพอกตับอันตรายเพียงใด
 -ทำให้ตับทำงานผิดปกติ เนื่องจากมีเซลล์ไขมันจำนวนมากแทรกอยู่ในเซลล์ตับ ซึ่งจะทำให้โครงสร้างภายในของตับแปรเปลี่ยนไป
 -ส่งผลกระทบต่อผลการรักษาของโรคเรื้อรังต่างๆ ผู้ป่วยไขมันพอกตับมักจะอยู่คู่กับโรคเรื้อรังหลายอย่าง เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ เกาต์ นิ่วในถุงน้ำดี เป็นต้น ไขมันพอกตับนอกจากไปเพิ่มความรุนแรงของโรคเรื้อรังเหล่านี้แล้ว ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร อาจกลายเป็นตับแข็งได้ในที่สุด
ยาลดไขมันสัมพันธ์กับไขมันพอกตับอย่างไร
 คอเลสเตอรอลในร่างกาย 80% ขึ้นไปสังเคราะห์ขึ้นเองจากตับ การใช้ยาแผนปัจจุบันเพื่อลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดเป็นประจำ อาจไปกดการทำงานของตับไม่ให้ปล่อยคอเลสเตอรอลเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้ตับสำลักไขมันจนเกิดไขมันพอกตับได้ ดังนั้น จึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อลดการใช้ยา
วิธีป้องกันและดูแลตนเอง
 -ควบคุมอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เน้นการรับประทานอาหารไขมันต่ำ น้ำตาลต่ำและโปรตีนสูงเป็นหลัก
 -ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอยู่เสมอ
 -ออกกำลังกายเป็นประจำ
 -งดสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
 -รักษาเบาหวานและภาวะไขมันในเลือดสูงอย่างจริงจัง
 -เมื่อมีการอักเสบที่ตับควรรีบรักษา
 -ไม่ควรใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อ
สายด่วนสุขภาพ เอินเวย์ 0-2751-4399 (20 คู่สาย)