
วิิธีสังเกตพฤติกรรม "ออทิสซึม" ในเด็ก พร้อมข้อแนะนำ
"ออทิสซึม" เป็นภาวะที่รักษาไม่หาย แต่การส่งเสริมพัฒนาการแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้พัฒนาการดีขึ้น ซึ่งการส่งเสริมพัฒนาการตั้งแต่เกิดถึง 1 ปี ในทุกๆด้าน จะดีมาก แต่เมื่อปล่อยจนโตแล้ว มีวิธีสังเกตอาการของเด็กในกลุ่มนี้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างถูกวิธี
อาการ "ออทิสซึม” เป็นภาวะที่เกี่ยวกับความบกพร่องทางพัฒนาการ แสดงความบกพร่องของการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการสื่อสาร ร่วมกับพฤติกรรมที่เป็นแบบแผนซ้ำๆ ซึ่งลักษณะหน้าตาของเด็กที่มีอาการออทิสซึม แทบไม่มีความแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ ส่วนความสามารถด้านการเรียนรู้ การคิด และการแก้ปัญหาของผู้ที่มีอาการออทิสซึมมีความหลากหลาย ตั้งแต่ ความสามารถระดับอัจฉริยะจนถึงมีปัญหารุนแรงทำให้ความต้องการช่วยเหลือแตกต่างกัน
สำหรับการวินิจฉัย ทำได้จากการสังเกตพฤติกรรมและพัฒนาการ แต่ไม่สามารถวินิจฉัยจากการตรวจเลือด หรือวิธีการตรวจอย่างอื่น บางครั้งสามารถสังเกตอาการได้ตั้งแต่อายุ 18 เดือน และเมื่ออายุ 2 ปี แพทย์ที่มีประสบการณ์สามารถวินิจฉัยได้อย่างถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตาม เด็กส่วนใหญ่ได้รับการวินิจฉัยเมื่ออายุมากกว่านี้ แสดงให้เห็นว่าเด็กที่มีอาการออทิสซึม ไม่ได้รับความช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ เท่าที่เด็กควรได้รับ
ทั้งนี้ มีข้อมูลสนับสนุนว่า เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่มีอายุมาก มีความเสี่ยงสูงที่จะมีอาการออทิสซึม ซึ่งมีความบกพร่องของทักษะปฏิสัมพันธ์ทางสังคม อารมณ์ และการสื่อสาร อาจแสดงพฤติกรรมซ้ำๆ นอกจากนี้วิธีการเรียนรู้ การคงสมาธิ ปฏิกิริยาต่อสิ่งต่างๆ แตกต่างออกไป อาการของออทิสซึมเริ่มแสดงตั้งแต่วัยเด็กและแสดงอาการตลอดชีวิต ซึ่งอาการจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
เด็กหรือผู้ใหญ่ที่มีอาการออทิสซึมอาจแสดงอาการเหล่านี้ เช่นไม่ชี้สิ่งของหรือไม่ชี้ชวน ไม่มองตามเมื่อมีคนชี้ให้ดูสิ่งอื่นๆ สร้างสัมพันธภาพได้ยากหรือไม่สนใจผู้อื่นเลยเลี่ยงที่จะสบตาหรือต้องการอยู่คนเดียวยากที่จะทำความเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นหรือบอกความรู้สึกของตนเอง ไม่ชอบการอุ้มกอดหรือกอดเฉพาะเมื่อตนเองต้องการ ไม่ค่อยตอบสนองเมื่อคนอื่นคุยด้วย สนใจเสียงอื่นๆ มากกว่าเสียงคน สนใจผู้คนแต่ไม่รู้วิธีที่จะคุย เล่น พูดตามทันทีหรือจำคำพูด วลี ประโยค มาพูดแทนภาษาปกติ ไม่เล่นบทบาทสมมุติ เช่น ป้อนอาหารตุ๊กตา หรือการเล่นสมมุติไม่ซับซ้อนเท่าพัฒนาการตามวัย
ยังมีการแสดงพฤติกรรมซ้ำๆ หรือหมกมุ่นกับบางสิ่งบางอย่าง ปรับตัวยากต่อการเปลี่ยนแปลง มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อกลิ่น รส เสียง สัมผัส สูญเสียความสามารถ เช่น เคยพูดได้ ต่อมาพูดไม่ได้
ดังนั้นเมื่อผู้ปกครองสงสัยว่าลูกมีอาการออทิสซึมหรือปัญหาพัฒนาการอื่นควรปรึกษาแพทย์และส่งต่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เช่น กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรม จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
ขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์



