ไลฟ์สไตล์

ผ้าไหมมัดหมี่"สตรีบ้านสวาย"
ย้อมสีธรรมชาติ-ของดีเมืองช้าง

ผ้าไหมมัดหมี่"สตรีบ้านสวาย" ย้อมสีธรรมชาติ-ของดีเมืองช้าง

10 ก.พ. 2553

การถักทอผ้าไหมมัดหมี่ถือเป็นภูมิปัญญาของชาวอีสานมาตั้งแต่สมัยโบราณ ที่สืบทอดวิธีการผลิตจากรุ่นสู่รุ่นอย่างมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกันในแต่ละท้องที่ เช่นเดียวกับภูมิปัญญาของ กลุ่มสตรีบ้านสวาย อ.เมือง จ.สุรินทร์ ที่ยึดถักทอผ้าไหมมัดหมี่ย้อมสีธรรมชาติอันเป็นจุดเด่

 ภาวิณี บุญอาสา รองประธานกลุ่มแม่บ้านสวาย กล่าวถึงที่มาของการผลิตผ้าไหมมัดหมี่ ว่าเป็นสิ่งที่สืบทอดจากบรรพบุรุษในหมู่บ้าน โดยตั้งแต่จำความได้ก็เติบโตมาพร้อมกับผ้าเหล่านี้ ซึ่งยุคนั้นจะทอเป็นผืนใหญ่เพื่อการนุ่งห่ม จำหน่ายให้คนทั้งในและนอกหมู่บ้าน โดยจะเป็นลายธรรมดาพื้นๆ สีด้านๆ

 เมื่อจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านขึ้น ผ้าไหมมัดหมี่จึงถูกดัดแปลงและแปรรูปให้มีหลายขนาด และมีความหลากหลายมากขึ้น มีทั้งกระเป๋าใส่ของ กระเป๋าเงิน เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ เป็นการสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มเพิ่มขึ้น

 “จุดเด่นผ้าไหมของกลุ่มจะอยู่ที่ลายผ้า คือ ทั้งยกดอกและมัดหมี่ในผืนเดียวกัน นอกจากนี้การย้อมจะใช้สีที่ได้จากธรรมชาติซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายจากท้องถิ่น เช่น สีโคลนที่มาจากโคลนหมัก สีชมพูจากลูกเงาะ สีเขียวจากใบหญ้านาง พร้อมกับลวดลายที่ทันสมัยมีให้เลือกซื้อมากขึ้น มีการไล่โทนสีจากสีเข้มไปหาสีอ่อน หรือย้อมสลับสีในโทนที่ตัดกัน แต่ยังคงผลิตผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์ของ จ.สุรินทร์ไว้อยู่ คือ ผ้าที่มีสีทึมๆ และตัดด้วยลายสีแดง” รองประธานกลุ่มแจง

 กลุ่มแม่บ้านสวาย มีสมาชิก 25 คน ซึ่งในการทำงานนั้นจะแบ่งหน้าที่กันทำ ใครมีความชำนาญด้านใดก็จะทำในด้านนั้น บางคนถนัดทอผ้าออกมาสวยก็จะให้เป็นช่างทอผ้า บางคนถนัดมัดหมี่ก็ให้มัดหมี่ ส่วนภาวิณีถนัดเรื่องการขาย จะดูแลเรื่องการตลาด ติดต่อลูกค้า รวมถึงการออกร้านตามงานต่างๆ และตลาดนัดธนาคารออมสินที่สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ โดยสมาชิกแต่ละคนจะมีรายได้ขั้นต่ำที่ 8,000 บาทต่อเดือน 

 “อุปสรรคของการทำงานอยู่ที่ตอนรวมกลุ่มกันใหม่ๆ แม้จะได้รับการสนับสนุนจากกองทุนหมู่บ้านแล้วก็ตาม แต่ทางกลุ่มยังต้องลงทุนเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง โชคดีที่เป็นลูกค้าของธนาคารออมสิน สาขาสุรินทร์ พนักงานธนาคารแนะนำโครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาชนบท จึงกู้เงินโครงการนี้ในนามของกลุ่มแม่บ้านสวาย เมื่อปี 2547 จำนวน 5 หมื่นบาท”

 ทั้งนี้ สนนราคาผ้าไหมมัดหมี่ของกลุ่ม จะขึ้นอยู่กับขนาดของผ้า และความยากง่ายของการผลิต โดยผ้าพันคอจะมีราคาที่ 600 บาท ส่วนที่มีราคาแพงที่สุดจะเป็นผ้าไหมมัดหมี่ที่มีการสั่งทอลายพิเศษ หรือ ลายหน้านาง เนื่องจากมีการผลิตที่ซับซ้อนและใช้เวลาผลิตนาน จะอยู่ที่ 1.5 หมื่นบาท

 ด้านการตลาดนั้น รองประธานกลุ่มแม่บ้านสวาย กล่าวว่า จะไม่หยุดอยู่แค่นี้ สมาชิกจะช่วยกันคิดค้นลวดลายใหม่ๆ และแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น โดยยึดหลักการทำงาน อนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาเป็นสำคัญ พร้อมกันนี้กลุ่มมีการสอนเด็กๆ ในหมู่บ้านให้รู้ขั้นตอนและวิธีการผลิตโดยใช้เวลาวันเสาร์-อาทิตย์ เด็กคนไหนที่สามารถทอขายได้ก็จะเป็นรายได้ของเด็กคนนั้นไป

 สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ผ้าไหม งานศิลป์อนุรักษ์ภูมิปัญญา ติดต่อได้ที่กลุ่มแม่บ้านสวาย 22 หมู่ 6 บ้านสวาย ต.สวาย อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000 โทร.0-4451-5339
         
"ธานี กุลแพทย์"