ไลฟ์สไตล์

โจ๋ไทยรับมีเซ็กส์วัยเรียนกล้าปรึกษาเมื่อติดโรค

โจ๋ไทยรับมีเซ็กส์วัยเรียนกล้าปรึกษาเมื่อติดโรค

08 ก.พ. 2553

โจ๋ไทยยอมรับมีเซ็กส์ในวัยเรียน กล้าปรึกษา แต่มาเมื่อติดโรคแล้ว มีทั้งเอดส์และทำแท้ง เหตุเข้าใจผิดเรื่องเพศ ใช้ถุงยางไม่ถึงครึ่ง วิจัยพบเด็กไทยต้นทุนชีวิตด้านเพื่อน สังคม รู้เท่าทันสื่อต่ำ ทำตามกระแสใครว่าดีเอาหมด ไม่สนผิดถูก สสส.เร่งขยายพื้นที่ดี เชื่อกา

 (8ก.พ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มีแถลง  “เซ็กส์”กับต้นทุนชีวิต    โดย  นพ.สุริยเดว ทรีปาตี หัวหน้าคลินิกเพื่อนวัยทีน สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี และผจก.แผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน สสส. กล่าวว่า การสำรวจต้นทุนชีวิตเด็กและเยาวชนเปรียบเทียบระหว่างเด็กที่มีพฤติกรรมเพศสัมพันธ์ และไม่มีเพศสัมพันธ์ ทั้งที่เข้ารับบริการสุขภาพทางเพศของโครงการเลิฟแคร์ และวัยรุ่นในสถานศึกษาในเขตกทม. 2,564 คน ช่วง 3 เดือนของปี 2551-2552 พบ กลุ่มตัวอย่างที่เข้ารับบริการสุขภาพทางเพศของโครงการเลิฟแคร์ จำนวน333 คน  อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 20 ปี ขณะที่เด็กในสถานศึกษาแยกเป็นกลุ่มที่ยอมรับว่ามีเพศสัมพันธ์แล้ว 513 คน อายุเฉลี่ย 19 ปี เด็กในสถานศึกษาที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ 1,718 คน อายุเฉลี่ย 16 ปี

 “ข้อมูลที่ได้พบว่า เด็กที่เข้าโครงการเลิฟแคร์มีต้นทุนชีวิตมากกว่า และเข้มแข็งกล้าเผชิญความจริงถึง 80%  ส่วนเด็กในสถานศึกษาทั้ง 2 กลุ่มกลับอ่อนแอเรื่องดังกล่าว โดยกลุ่มเด็กในสถานศึกษาที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว จะมีทักษะในการปฏิเสธที่จะมีเพศสัมพันธ์ต่ำที่สุดคือ 65% และมีจุดยืนต่อการมีเพศสัมพันธ์เพียง 42%  ต่ำกว่าทักษะปฏิเสธ  แสดงให้เห็นว่าถึงแม้เด็กยุคใหม่จะมีทักษะที่จะปฏิเสธ แต่กลับยอมรับการมีเพศสัมพันธ์มากขึ้น ขณะที่เด็กผู้หญิงยังมีทักษะปฏิเสธและมีจุดยืนต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ดีกว่าเด็กผู้ชาย”นพ.สุริยเดว กล่าว

            นพ.สุริยเดว กล่าวอีกว่า เด็กทั้ง 3 กลุ่ม อ่อนแอมากเรื่องการทำกิจกรรมที่ดีในชุมชน และกิจกรรมที่ดีในหมู่เพื่อนอยู่ที่ 30-50% โดยกลุ่มเลิฟแคร์ต่ำที่สุดคือ และกิจกรรมศาสนา(ร้อยละ18-40 พบว่าต่ำที่สุดในเด็กกลุ่มสถานศึกษาที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว) ทำให้เด็กพร้อมที่จะทำตามกระแส คำชักชวนของกลุ่มเพื่อนไม่ว่าดีหรือไม่ดี เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ แม้ครอบครัวจะดูแลมาอย่างดี เช่น ค่านิยมอยู่ก่อนแต่งที่ถูกมองเป็นเรื่องปกติ  จำต้องเปิดพื้นที่ด้านบวกและสร้างพลังด้านที่ขาดไปให้เด็ก ทั้งกิจกรรม เพื่อน ชุมชน เพราะการสำรวจสะท้อนว่าพื้นที่สร้างสรรค์ที่หายไป จนทำให้เด็กได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน และควรเพิ่มบริการสุขภาพที่เป็นมิตรและเข้าถึงในวัยรุ่นอย่างทั่วถึง

         นพ.วัชระ พุ่มประดิษฐ์ ที่ปรึกษาองค์การแพธแห่งประเทศไทย (PATH) กล่าวว่า การสำรวจผู้ใช้บริการสุขภาพทางเพศในโครงการเลิฟแคร์ ในเขตกทม. จำนวน 333 คนดังกล่าวนั้น มี อายุ 13-25 ปี แบ่งเป็นชาย 34.8% หญิง 64% เพศทางเลือก 1.2% ในจำนวนนี้เป็นนักเรียน นักศึกษามากที่สุด 48.6% จากข้อมูลพบ ในรอบ 12 เดือน เพศชายมีเพศสัมพันธ์กับหญิง 81.2% เพศเดียวกัน 18.8% ซึ่งถ้ามีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันจะใช้ถุงยางอนามัย 100% แต่กับเพศตรงข้ามจะใช้เพียง 33.9% ขณะที่เพศหญิงก็ใช้ถุงยางอนามัย 38% เท่านั้น และพบวัยรุ่นหญิงที่เคยยุติการตั้งครรภ์1.6%  ในจำนวนผู้เข้ารับบริการมีต้องการตรวจเลือด 173 คน พบติดเชื้อเอดส์ 5 คน อีก 202 คน พบโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 43 คน หรือเกือบ 1 ใน 4 เอดส์ 5 คน และอตั้งครรภ์ถุงยางอนามัย 100นรู้

  “ขณะนี้ขยายโครงการไปอีก 9 จังหวัด คือ อุบลราชธานี ศรีษะเกษ นครสวรรค์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร  ในอนาคตจำต้องสร้างให้ยั่งยืนด้วยการจัดบริการร่วมที่มีหลายฝ่ายร่วมกันทำงาน เพราะการเปิดคลีนิคให้คำปรึกษาทางเพศ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กเข้าถึงบริการทางสุขภาพที่เหมาะสม สร้างความรับผิดชอบด้วยการ “กล้ารัก กล้าเช็ค” ให้เด็กดูแลตัวเอง มีความรับผิดชอบ และจากข้อมูลพบเด็กมีความเข้าใจผิดเรื่องเพศมาก ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อเอดส์”นพ.วัชระ กล่าว

 นางเพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ ผอ.สำนักสนับสนุนการสร้างการเรียนรู้และสุขภาวะองค์กร สสส. กล่าวว่า เรื่องเซ็กส์ในวัยรุ่นเป็นเพียงหนึ่งในปัญหาของเยาวชน ที่การห้ามหรือควบคุมไม่ใช่ทางออก การขจัดร้ายขยายดี อาทิ  เปิดพื้นที่เรียนรู้ที่จะช่วยให้เด็กนำพลังที่มีอยู่ไปใช้ในทางสร้างสรรค์ ทำให้เด็กมีทางเลือกอื่นนอกจากสิ่งยั่วยุในปัจจุบัน ซึ่ง สสส. มีโครงการเสริมศักยภาพให้เด็กหลายโครงการ อาทิ ถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นแก่กลุ่มเด็กและเยาวชนกว่า 40 กลุ่มทั่วประเทศ โครงการสนับสนุนวัดเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชนและชุมชน ใน 600 วัด ภาคเหนือ ใต้ และตะวันออกเฉียงเหนือ มุ่งสนับสนุนพัฒนาวัดให้เป็นองค์กรเข้มแข็ง จัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ทุกวันอาทิตย์ ส่งเสริมให้คนเข้าวัด ใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามากขึ้น

         “ทั้งยังพัฒนาศูนย์การเรียนรู้เพื่อเด็กในชุมชนและพิพิธภัณฑ์ที่หลากหลายโดยเริ่มจาก 100 แห่งในกรุงเทพฯและปริมณฑล  ส่งเสริมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนในครอบครัว สร้างสัมพันธภาพที่แข็งแรงยั่งยืน เพราะแม้สถานการณ์ปัจจุบันจะเปลี่ยนไปเช่นไร ครอบครัวยังเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะช่วยปกป้องเด็กและเยาวชน การบังคับไม่ใช่คำตอบที่จะช่วยให้เด็กไม่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ไม่ได้ลดการตั้งครรภ์หรือทำแท้ง แต่การให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง โดยมีผู้ใหญ่อยู่เคียงข้างต่างหาก จะทำให้พวกเขาเลือกในสิ่งที่ถูกต้อง”นางเพ็ญพรรณ กล่าว