
ถูกไล่ออกยังต้องจ่ายเงิน
ดิฉันทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งเมื่อ 2 ปีก่อน ขณะนี้อายุ 31 ปี ตอนนั้นอยากได้งานทำมาก ทางบริษัทที่ไปสมัครงานก็รับดิฉันในตำแหน่งจัดซื้อ
ตอนที่สมัครงานมีสัญญาอยู่ 2 ฉบับ ซึ่งฉบับที่ 2 เป็นฉบับเพิ่มเติม เนื้อหามีอยู่ว่า "ถ้าทำงานไม่ครบ 2 ปี จะถูกปรับ 5 เท่าของเงินเดือน" ดิฉันถามทางบริษัทเกี่ยวกับสัญญานี้ บริษัทแจ้งว่าแค่กันคนทุจริต ถ้าไม่ได้ทำก็ไม่มีปัญหาอะไร
บริษัทนี้ติดกล้องวงจรปิดอยู่ทุกมุม รวมถึงห้องจัดซื้อที่ดิฉันทำงานด้วย เมื่อเข้ามาทำงานได้ประมาณ 5 เดือน เจ้านายก็ต่อโปรให้จนกระทั่งทำงานได้ถึง 7-8 เดือน ขณะนั้นได้ยินมาว่าเพื่อนๆ ถูกให้ออกจากงานแต่ไม่ทราบสาเหตุ และพนักงานก็ต้องจ่ายเงินกันตามสัญญา ในช่วงเวลานั้นกรรมการผู้จัดการในนามการจดทะเบียนบริษัท แต่สิทธิ์ในการตัดสินใจส่วนใหญ่อยู่ที่น้องชายได้ถูกย้ายมานั่งในห้องจัดซื้อ ทั้งที่ปกติเขาจะดูแลแผนกบัญชี
ดิฉันรู้สึกแปลกๆ จนกระทั่งเจ้านายเรียกมาคุย และจะให้ดิฉันออกจากงาน โดยอ้างเหตุผลว่า ทำงานไม่ดี ดิฉันบอกว่า ขอให้ออกใบว่าจ้างออกด้วย เพราะดิฉันไม่ได้ขอออกเอง บริษัทบอกว่า ดิฉันต้องทำตามสัญญาคือจ่าย 5 เท่าของเงินเดือน แต่ดิฉันเห็นว่าไม่ถูกต้อง จึงไม่ยอมจ่าย บริษัทมีทางเลือกให้คือจ่ายเงินสด หรือไม่ก็เขียนใบกู้เงิน โดยมีคำขู่ต่างๆ นานา แต่ดิฉันไม่ได้เขียน หรือตกลงอะไรทั้งนั้น วันต่อมา น้องชายเจ้าของบริษัทเรียกดิฉันไปคุย แล้วตบโต๊ะว่า อย่าทำตัวมีปัญหา
เย็นวันนั้น ดิฉันกลับบ้านด้วยความไม่สบายใจ แล้วตัดสินใจว่าจะไม่เข้าไปทำงานแล้ว เพราะกลัวว่าจะถูกยัดเยียดข้อหาทุจริต น้องที่ร่วมงานก็ไม่กล้าไปทำงานเช่นเดียวกัน เย็นวันนั้นก็ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจไว้เป็นหลักฐาน ว่าทำไมไม่กลับไปทำงานต่อ และวันรุ่งขึ้นก็ไปติดต่อกรมคุ้มครองแรงงาน มีการลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน และได้ตรวจสอบพบว่าไม่มีสัญญาตัวนี้ในกรมคุ้มครองแรงงาน
พนักงานทุกคนถูกบังคับให้เลิกงาน 1 ทุ่ม ช่วงที่ออกจากงานก็มีการติดต่อให้เข้าบริษัทอยู่หลายครั้ง แต่ดิฉันกับน้องที่ร่วมงานก็ไม่ได้ไป เพราะกลัวจะถูกกลั่นแกล้ง เมื่อดิฉันไม่เข้าไปพบเพื่อตกลง บริษัทได้ส่งตำรวจนอกเครื่องแบบมาหา และนำรูปภาพมาให้ดู เหมือนขู่
ผ่านไปหลายเดือนดิฉันได้งานทำที่ใหม่ และพอทราบว่า ทางบริษัทกล่าวหาและแจ้งตัวแทนจำหน่ายอื่นๆ ว่า ดิฉันทุจริต ดิฉันออกจากงานมาก็ตั้งใจทำงานกับที่ใหม่ มีน้องที่บริษัทคอยถามว่า ทำงานที่ไหน แต่ดิฉันก็ไม่คุยด้วย จนกระทั่งวันหนึ่งมีหมายศาลส่งมาให้แจ้งข้อหาทำลายเอกสาร ทรัพย์สินบริษัท และอื่นๆ ซึ่งไม่เกี่ยวกับตัวสัญญา 2 ปี มีรูปภาพที่ดิฉันกำลังใช้แฟลชไดรฟ์ หาว่า ขโมยข้อมูล และรูปภาพที่กำลังฉีกกระดาษ Reuse ที่มีต้นทุน กล่าวหาว่าทำลายเอกสาร และคิดค่าเสียหายอยู่เป็นหลักล้าน
ดิฉันได้ขึ้นศาลแรงงานกลางแล้ว แต่โจทก์ต้องการให้ถูกขึ้นศาลอาญา ตอนนี้เท่าที่ทราบคือ บริษัทกำลังวิ่งเต้นเรื่องนี้อยู่ ดิฉันเห็นว่าประสบการณ์ของดิฉันน่าจะมีประโยชน์ เพราะยังมีน้องๆ ที่บริษัทนี้อีกหลายคนที่อยากออกจากงาน แต่ก็กลัวจะทำอย่างไรดีคะ
อรนัชดา
ตอบ
กลุ่มงานป้องกันและการแก้ไขปัญหาการคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ชี้แจงว่า การเซ็นสัญญากับบริษัท แล้วถูกเอาเปรียบ หรือถูกกลั่นแกล้ง มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานรองรับ กรณีนายจ้างเอาเปรียบลูกจ้างเกินสมควร หรือสัญญาที่ลูกจ้างเซ็นกับบริษัทไม่เป็นธรรม ศาลมีอำนาจสั่งให้สัญญาเป็นโมฆะได้ และลูกจ้างมีสิทธิ์ฟ้องร้องได้ หากมีหลักฐานที่สามารถเอาผิดกับนายจ้างได้
กรณีนี้เรื่องอยู่ในชั้นศาลแล้ว ทั้งนายจ้างและลูกจ้างมีสิทธิ์เท่ากันในแสดงหลักฐานในชั้นศาล ส่วนกระบวนการตัดสินเป็นหน้าที่ของศาลในการพิจารณาต่อไป
ลุงแจ่ม



