ไลฟ์สไตล์

ชีวิตสำเริงบนเรือสำราญ

ชีวิตสำเริงบนเรือสำราญ

06 ก.พ. 2553

ยังคงตื่นเต้นทุกครั้งที่ออกเดินทาง ยิ่งเป็นการสัญจรไปกับเรือสำราญ ระดับความตื่นเต้นยิ่งควบขยับไปแบบไม่ปกติเท่าไหร่

 ย้ำอีกสักรอบว่า การบ้านที่ต้องทำก่อนเดินทาง ไม่ได้น้อยไปกว่าตอนแบกเป้เที่ยวเลย  ยิ่งเป็นการเดินทางด้วยตัวเอง ไม่มีไกด์มาคอยเป็นนางสนอง  ก่อนเดินทางจึงชุลมุนวุ่นพอเป็นกระสาย

 แต่อะไรไม่ชวนให้เวียนหัวเท่าเรื่องเสื้อผ้าหน้าผม  จะมามอมๆ เยินๆ เหมือนตอนแบกเป้เที่ยวคงไม่เหมาะ แม้รอยัล แคริบเบียน(www.royalcaribbean.com) จะอนุญาตให้พกกางเกงขาสั้น เสื้อยืด กางเกนยีนและรองเท้าผ้าใบขึ้นไปใส่บนเรือได้  แต่ไม่ใช่ทุกโอกาสที่จะหยิบมาใส่ได้

 พลิกดูโปรแกรมที่เรือเซเรเนด ออฟ เดอะ ซีส์ จัดไว้ให้ พบว่า ในระยะ 7 คืนที่หมกตัวอยู่ในเรือ ต้องพกชุดเอาไว้ดินเนอร์แบบ Formal 2 คืน Smart Casual 1 คืน ที่เหลืออีก 4 คืนเป็น Casual

 พูดกันบ้านๆ Formal ก็ชุดราตรีหรูเริ่ดอลังการดีๆ นี่เอง ไอ้นี่แหละตัวการที่ทำให้เซเลบแห่งทุ่งบางนาปวดกระหม่อมเหลือเกิน ลำพังไฮโซที่ออกงานสังคมอาทิตย์ละหลายวันเขาคงกระชุ่มกระชวยใจ ที่ได้กรีดนิ้วเลือกอาภรณ์และเครื่องประดับครบเซตออกมาเลือกแล้วลำเลียงเข้ากระเป๋า แต่ไอ้เรามันโลโซมอมๆ เหม็นๆ การเฟ้นชุดที่ราตรีมีตระกูลมาประดับร่างจึงไม่ง่ายเอาซะเลย

 ส่วน Smart Casual ยังพอทนแค่เดรสสั้นแบบไม่รุ่งริ่งจนเกินไป กัปตันเรือคงไม่ว่าอะไร ที่เหลืออีก 4 คืนที่เป็น Casual ก็ไปดินเนอร์สบายๆ หน่อย แต่ไม่ใช่ว่าจะสบายขนาดลากแตะ นุ่งกางเกงขาสั้นไปนั่งโต๊ะได้เห็นมั้ย แค่เรื่องเตรียมเสื้อผ้าอาภรณ์ก็หมดเวลาเหงาแล้ว  แต่การเดินทางไปกับเรือสำราญ ไม่มีทางเหงา  ฉันยกหูไปถามรอยัลแคริบเบียนว่าเรือลำนี้บรรทุกมนุษย์ไว้กี่คน ได้ความว่า มีเพื่อนร่วมหัวจมท้ายอีกกว่า 2.5 พันคนที่เซเรเนด ออฟ เดอะ ซีส์บรรทุกเอาไว้ บวกกับลูกเรืออีกเกือบ 1 พันคน  เดินไปมุมไหนของเรือจึงไม่เคยไร้ร้างเงาผู้คน   ด้วยน้ำหนักตัวของเซเรเนดกว่า 9 หมื่นตัน การแบกมนุษย์ไว้หลายพันจึงไม่ระคาย
เซเรเนด ออฟ เดอะ ซีส์ไม่ได้บรรทุกแค่มนุษย์เท่านั้น แต่ยังต้องแบกสิ่งไม่มีชีวิตอีกนับไม่ถ้วน ไหนจะต้องระดมเสบียง ข้าวปลาอาหาร เหล้ายาปลาปิ้งที่มีเสิร์ฟไม่ขาดปากตลอด 8 วัน 7 คืน
เท่านั้น ยังไม่พอด้านในของเรือยังซ่อนผับ บาร์ ห้องอาหาร ร้านอาหาร คาเฟ่ร้านขายของ ห้องประชุม  สระน้ำ จากุซซี่ สปา ฟิตเนส ซาวน่า สตีม ร้านทำผม ผาจำลอง สนามบาส สนามไดรฟ์กอล์ฟ และที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับเรือสำราญ คือกาสิโนและโรงละคร
มุมน้ำชากาแฟ คุกกี้ และขนมนมเนย มีไว้บริการฟรีตลอด แต่ถ้าขี้เกียจออกมาสบตากับผู้คน จะออเดอร์อาหารเข้าไปเสิร์ฟถึงปลายเตียง ก็ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  แต่ที่โดนใจฉันที่สุด ไม่ว่าจะลงเรือลำไหน คงเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของชาวเรืออย่างวินด์แจมเมอร์(Windjamer Caf?) ที่มีอยู่บนเรือทุกลำ หลังเสร็จสิ้นพิธีซ้อมอพยพ ฉันจึงพุ่งไปสำรวจอู่ข้าวอู่น้ำอย่างเร็วพลัน 

 ไม่ได้หิว แต่อยากเห็นเพื่อให้แน่ใจว่าร่วมสัปดาห์หลังจากนี้ไป ฉันยังคงฝากท้องไว้กับวินด์แจมเมอร์ได้เหมือนอย่างเคย แล้วก็พบว่า อู่ข้าวอู่น้ำของชาวเรือยังอุดมสมบูรณ์เสมอ  ขนาดพื้นที่ของวินด์แจมเมอร์ในเรือแต่ละลำอาจจะไม่เท่ากัน แต่ที่ไม่ต่างกันคือ ไม่ว่ามื้อไหนๆ เช้า สาย บ่าย ค่ำ วินด์ แจมเมอร์ก็จะมีอาหารหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันมาจัดวางอย่างมากหน้าหลายตา และอุ่นหนาฝาคั่ง ทุกครั้งที่ย่างเท้าเข้าเหยียบชายคาวินด์แจมเมอร์ จึงเหมือนเหยียบย่ำไปบนพื้นที่แห่งความสุข ที่เปิดทางให้พื้นที่ของกระเพาะได้ขยับขยายอย่างเต็มเหนี่ยว
ถ้าไม่นับห้องนอน  ถัดจากวินด์แจมเมอร์ มุมที่ฉันใช้เวลาขลุกอยู่ด้วยนานสุดคงเป็นฟิตเนส  แน่นอน ห้องระบายเหงื่อบนเรือสำราญลำนี้ ย่อมไม่เหมือนวิ่งเหยาะๆ อยู่บนลู่วิ่งตามฟิตเนสที่เคยๆ ไปหมกตัวอยู่ 

 แล้วก็พบว่า ที่น้องอั๋น ภูวนาท  แห่งกรีนเวฟพร่ำพรรณนาไว้ ไม่มีอะไรเกินจริงแม้แต่น้อย  เมื่อลู่วิ่งที่อยู่หัวเรือ เปลือยโล่งให้เห็นวิวรอบด้าน  มีแค่กระจกบางๆ กั้นลมหนาวไม่ให้แทรกตัวผ่านเข้ามา เมื่อรอบตัวคือเทือกเขาหิมะขาวโพลน  จึงเป็นการเอ็กเซอร์ไซส์ที่เคลื่อนเรือนกายไปอย่างไม่นึกเบื่อหน่าย  ได้ทั้งระบายเหงื่อและจิบวิวไปพร้อมๆกัน  จึงเป็นฟิตเนสในฝัน ที่อยู่แล้วได้ทั้งออกกำลังกายและออกกำลังใจไปพร้อมๆ กัน
ชีวิตสำเริงบนเรือสำราญ จึงเป็นเช่นนี้

"กาญจนา หงษ์ทอง"