
เด็กนอนกรน
คุณพ่อคุณแม่หลายท่าน คงมีความกังวลเวลาได้ยินเสียงลูกนอนกรน หายใจดังครืดคราด เกรงว่าลูกจะหยุดหายใจ หรือมีความผิดปกติร้ายแรงใดๆ ซ่อนเร้นอยู่
โดยทั่วไป เด็กนอนกรน พบได้บ่อยประมาณ 10% แต่กรนจนถือว่า เป็นปัญหาที่ต้องรับการรักษา มีประมาณ 1-2% และมักพบในเด็กอายุ 2-6 ขวบ
เสียงกรน เป็นเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่ออ่อน บริเวณคอหอยส่วนเพดานอ่อน ส่วนใหญ่มักเป็นเสียงต่ำได้ยินชัดเจนในช่วงหายใจเข้า และได้ยินเฉพาะขณะที่นอนหลับเท่านั้น
สิ่งสำคัญที่ควรทำ คือ การสังเกตดูลูกเวลานอนกรน เพื่อจะได้ทราบว่า ลูกกรนเพียงอย่างเดียว (Primary Snoring) หรือกรนรุนแรงจนเป็นปัญหาขาดอากาศหายใจที่เรียกว่า OSA (Obstructive Sleep Apnea)
อาการที่บ่งชี้ว่า อาการกรนนี้น่าเป็นห่วง และอาจเกิดอาการของ OSA ได้ มีดังนี้
1. อาการขณะนอนหลับ
- กรนดัง หายใจลำบาก หน้าอกบุ๋มลง ท้องป่องขณะหายใจเข้า
- ปากซีดเขียว
- เสียงหายใจเงียบหายไป หรือหยุดหายใจเป็นช่วงๆ
- กระสับกระส่าย ดิ้นไปมาผิดปกติ เหงื่อออกมาก
- อ้าปากหายใจขณะนอนหลับ
- นอนหลับไม่สนิท ตื่นบ่อยๆ
- ปัสสาวะรดที่นอน
2. อาการขณะตื่น
- ซนมากกว่าปกติ อยู่ไม่นิ่ง
- สมาธิสั้น
- ง่วง ผล็อยหลับเวลาเรียน
- พูดไม่ชัด พูดเสียงขึ้นจมูก
ถ้าพบว่าลูกมีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย และอาจส่งตรวจอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อให้การวินิจฉัยว่า อาการกรนรุนแรงจนเกิดการขาดอากาศหายใจหรือไม่ บางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจถ่ายวิดีโอขณะลูกนอนหลับสนิท โดยเฉพาะช่วง 03.00-06.00 น. ซึ่งจะเป็นช่วงที่มีโอกาสกรนได้มากที่สุด นำไปให้แพทย์ดู จะมีส่วนช่วยในการวินิจฉัยเช่นกัน
สำหรับเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่า กรนผิดปกติ และมีอาการของ OSA นั้น การรักษาที่มีประสิทธิภาพถึง 75-100% ก็คือ การผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์และต่อมทอนซิล อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่า จะผ่าตัดหรือไม่ ขึ้นกับความรุนแรงของความผิดปกติที่ตรวจพบจาก Sleep Lab ร่วมกับอาการที่ตรวจพบในขณะนั้น
โรงพยาบาลเซ็นทรัลเยนเนอรัล
โทร.0-2552-8777



