
เปิดใจฟังปัญหาวัยรุ่นผ่านสื่อ"คลิปวิดีโอ"
"ผมเป็นคนใจร้อน อยากได้ของเล่นบ้าง น้อยใจที่พ่อแม่ไม่เคยตามใจและสนใจดูแล เคยถูกพ่อตีด้วยสายไฟจนเป็นแผลเต็มตัว ผมคิดว่าพ่อแม่ไม่รัก จึงทำตัวเกเรทุกอย่าง ทั้งมีเรื่องชกต่อย สุราและสิ่งมึนเมา ครั้งหนึ่งมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับเด็กจากสถาบันอื่นๆ ที่มาหาเรื่องก
น้องน้ำส้ม หรือ ณัฐพล คำดี นักศึกษาชั้น ปวช.2 แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร เล่าถึงเหตุการณ์ที่เป็นสาเหตุให้เขาทำผิด
ส้มเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และต้องอยู่กับพ่อที่มีภรรยาใหม่ บางทีผู้ใหญ่ก็ดุด่า โดยไม่ฟังเหตุผลว่าที่เด็กคนหนึ่งทำอะไรไม่อยู่ในกรอบของผู้ใหญ่ ก็จะถูกมองว่าผิดเสมอ นี่คือเรื่องราวของ "น้ำส้ม" ที่ถูกนำเสนอผ่านคลิปวิดีโอ ในชื่อเรื่อง "กว่าจะผ่านมาถึงจุดนี้" ระหว่างที่เข้าค่ายเปิดพื้นที่หัวใจวัยโจ๋ จัดโดยแผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเพื่อสุขภาวะสังคมไทย ภายใต้สังกัดของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่สวนแสงอรุณ จ.นครนายก
ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 21 ที่แผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเพื่อสุขภาวะสังคมไทย สสส.เปิดพื้นที่หัวใจน้องๆ โรงเรียนอาชีวศึกษา คือ วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร ที่มักถูกสังคมมองว่าเป็นกลุ่มของเด็กมีปัญหา เด็กดื้อ เด็กเหลือขอในสายตาผู้ใหญ่ ทั้งๆ ที่บางครั้งสาเหตุหลักมาจากผู้ใหญ่ล้วนๆ โดยสอนวิธีการทำคลิปวิดีโอให้เด็กๆ จากนั้นให้พวกเขานำเสนอเรื่องราวต่างๆ ออกมาให้สาธารณะได้รับรู้
ก่อนหน้านี้โรงเรียนคัดเลือกแต่เด็กที่มีผลการเรียนดี กิจกรรมเด่น เพื่อต้องการสร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียน ซึ่งทำให้ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ มาคราวนี้ "พี่คุง" โชติชัย สรรพากิจวัฒนา วิทยากรจากชมรมหนังสั้นดวงตาสยาม พยายามยามให้เด็กดื้อหรือเด็กมีปัญหาในสายตาผู้ใหญ่มาเข้าอบรม เพื่อหามุมมองใหม่ๆ และการแก้ไขปัญหาให้เด็กๆ เหล่านั้น และใช้เวลาในการอบรมค้างคืน 3 วัน 2 คืน จากเดิม 1 วันต่อ 1 โรงเรียน ซึ่งน้อยเกินไป
"การอบรมเน้น 2 เรื่องหลักๆ คือ 1.การทำความรู้จักกับตัวเอง เพื่อนำไปสู่การพัฒนา และ 2.การทำคลิปวิดีโอ ที่สื่อเรื่องราวที่เป็นจริงออกมา การทำคลิปจะแตกต่างจากการทำหนังสั้นหรือละคร ที่ไม่จำเป็นต้องมีพล็อตเรื่อง ไม่มีการจัดฉาก เป็นการสื่อสารในระยะเวลาสั้นๆ และน้องๆ หลายคนสามารถทำคลิปออกมาได้ดี บางคนใช้แก้วสื่อแทนตัวเอง จากนั้นก็เล่าเรื่องราวชีวิตผ่านลวดลายของแก้วใบหนึ่ง ซึ่งตรงนี้แสดงให้เห็นว่าน้องๆ สร้างสรรค์จินตนาการสื่อผ่านคลิปวิดีโออย่างจริงใจ" พี่คุง กล่าว
"น้องอัง" อังษณา ยืนยง นักศึกษาชั้น ปวช.2 แผนกพาณิชยการ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ บอกว่า การมาเข้าค่ายในครั้งนี้ทำให้มีความกล้าแสดงออกมาขึ้น อย่างเช่นการทำคลิปวิดีโอที่สามารถระบายความรู้สึกที่ไม่กล้าพูดต่อหน้าคนอื่นหรือต่อหน้าผู้ใหญ่ ในมุมมองของเด็กที่ผู้ใหญ่มองว่าเป็นเด็กมีปัญหา คอยสร้างแต่ความเดือดร้อน
เช่นเดียวกับ "น้องเบิร์ด" พิชิตชัย แสงหนู นักศึกษาชั้น ปวช.1 แผนกโลหะการ วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร ที่ระบายความอัดอั้นตันใจ ที่อยากจะใส่เครื่องแบบของสถาบันไปเรียน แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะอาจโดนนักเรียนจากสถาบันอื่นดักทำร้าย ทำให้เด็กอาชีวะหรือเด็กเทคนิคจำเป็นต้องพกอาวุธ แต่ไม่ได้พกไว้เพื่อไปทำร้ายคนอื่นอย่างที่ผู้ใหญ่เข้าใจ การทะเลาะวิวาทระหว่างสถาบันเป็นเรื่องที่มีมาตั้งแต่อดีต ที่ยังไม่มีผู้ใหญ่หน่วยงานไหนสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเด็ดขาด และตอนนี้ก็กลายเป็นค่านิยมที่ปลูกฝังกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เพราะไม่มีใครอยากถูกทำร้ายและเจ็บตัว โดยไม่มีอาวุธป้องกันตัว
ด้านอาจารย์เพ็ชร-ลัดดาวัลย์ เพ็ชรสุข อาจารย์ฝ่ายปกครองของวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร บอกว่า การเข้าค่ายเพื่อพัฒนาตัวเองครั้งนี้ เลือกเด็กที่เคยทำผิดกฎระเบียบของวิทยาลัยมาร่วมกิจกรรม เช่น แต่งตัวไม่เรียบร้อย มาเรียนสาย และทะเลาะวิวาท การลงโทษที่หนักสุดของวิทยาลัยจะเป็นการเข้าค่ายทหาร เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จะไม่ไล่เด็กออกหรือพักการเรียน และจะฟังเหตุผลจากเด็กก่อนลงโทษทุกครั้ง การรับฟังเป็นการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นและเป็นทางออกที่ดีระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่
เชื่อว่าการที่วัยรุ่นกลุ่มนี้ได้มีพื้นที่ระบายความรู้สึก จะเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ผู้ใหญ่ควรเปิดใจรับฟังเหตุผลของเด็ก ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป
0 วัชราภรณ์ สายเป็ง 0



