ไลฟ์สไตล์

สังคมไทยเป็นสังคมวิทยาศาสตร์หรือไม่

สังคมไทยเป็นสังคมวิทยาศาสตร์หรือไม่

04 ก.พ. 2553

ข่าวคราวสำคัญข่าวหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็คือเรื่องของข้อถกเถียงว่าด้วยเรื่องของเครื่องมือที่ชื่อว่า จีที 200 ที่มีการสั่งซื้อและนำไปใช้ภารกิจของทหารในภาคใต้

 เรื่องนี้มีประเด็นที่สลับซับซ้อน และหากมองในแง่ที่ดี การถกเถียงอภิปรายในเรื่องนี้น่าจะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีเหตุมีผลและพยายามอยู่ด้วยกันมากขึ้น

 ท่ามกลางกระแสของการพยายามกลบเกลื่อนประเด็นด้วยความกลัว

 สำหรับคนที่ไม่ได้ตามข่าว ผมก็ขอสรุปประเด็นสั้นๆ ว่า ตอนนี้มีเครื่องมือชนิดหนึ่งที่มีการสั่งซื้อเข้ามา ชื่อว่าเครื่อง จีที 200 ที่มีคุณสมบัติน่ามหัศจรรย์มาก เนื่องจากสามารถตรวจวัตถุระเบิด ตรวจสารเสพติด และศพได้

 เรื่องมหัศจรรย์ของมหัศจรรย์อีกทีหนึ่งก็คือ เครื่องดังกล่าวนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทำงานได้อย่างไร และเครื่องที่หน้าตาใกล้เคียงกันก็มีข่าวว่าถูกเรียกเก็บหรือทำงานไม่ได้ที่ประเทศอื่น

 ทีนี้เรื่องมันชักไปกันใหญ่ก็คือ เกิดมีข้อทักท้วงในเรื่องของการใช้และการจัดซื้อเพิ่มของเครื่องนี้จากคนสองกลุ่มในสังคมไทย กลุ่มแรกก็คือ นักสิทธิมนุษยชน ที่กังวลว่าเครื่องที่อ้างว่าใช้ได้ แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้นี้จะส่งผลกระทบต่อการตรวจค้นและจับกุมคุมขังที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ง่าย

 ขณะที่อีกกลุ่มที่ออกมาท่ามกลางความประหลาดใจก็คือ นักวิทยาศาสตร์ไทยเอง ที่ตั้งคำถามสำคัญสองประการ หนึ่งก็คือ มันพิสูจน์ไม่ได้ว่าใช้ได้อย่างไรในทางวิทยาศาสตร์ และสอง มันคุ้มค่าที่จะจัดซื้อด้วยราคาแพงไหม

 คำตอบของทหารเองนั้นไม่น่าแปลกใจ แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ก็คือ ในทางหนึ่งก็มีการพยายามชะลอการจัดซื้อ เพื่อหาหลักการและเหตุผลที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ แต่ในอีกทางหนึ่งก็บอกว่า แม้ว่าจะหาเหตุผลไม่ได้ แต่เนื่องจากมันใช้ได้อันนี้ก็ต้องใช้ไป

 ส่วนคำตอบที่น่าหนักใจก็คือ นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ที่ยืนข้างทหารต่างหาก ที่ออกมาให้เหตุผลที่น่าสนใจ แต่ดูไปดูมาเหตุผลที่ "คล้ายเหตุผลทางวิทยาศาสตร์" ชุดนี้จะสร้างความหนักใจที่น่าสนใจยิ่ง เพราะเขาให้เหตุผลสองประการ หนึ่งก็คือ นักวิทยาศาสตร์ที่ออกมาโจมตีนั้นไม่มีความเป็นนักวิทยาศาสตร์พอ เพราะไม่เผื่อใจเอาไว้ แต่พอพูดไปพูดมาแนวคิดที่ดูจะเป็นข้อวิจารณ์แบบวิทยาศาสตร์ที่เป็นวิทยาศาสตร์มากๆ กลับกลายเป็นข้อวิจารณ์แบบวิทยาศาสตร์ที่เป็นไสยศาสตร์มากขึ้นทุกทีทำนอง "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่"

 ทั้งนี้เพราะมีข้อวิจารณ์ตามมาในเชิงการตำหนิท่าทีของนักวิทยาศาสตร์ที่ทักท้วงในเรื่องของการประพฤติตัวหรือท่าทีในการวิจารณ์ รวมทั้งการท้าทายว่า ใช้ได้ใช้ไม่ได้ ก็ควรจะมีความกล้าในการเดินทางลงไปในภาคใต้ ไปเสี่ยงชีวิตกับเขาบ้าง ในทำนองคล้ายกับมือไม่พาย อย่าเอาเท้าราน้ำ

 ความจริงแล้วการแก้ปัญหาเรื่องของข้อถกเถียงในเรื่องเครื่องมือนี้น่าจะมีทางออกได้หลายแนวทาง แต่ในเรื่องแรกก็คือเรื่องของการไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งน่าจะเป็นข้อตกลงพื้นฐาน แต่ก็นั่นแหละครับ เอาเข้าจริงการบริหารจัดการภาคใต้ก็เต็มไปด้วยเรื่องของข้อยกเว้นมาโดยตลอด ดังนั้นควรจะลองมาตั้งคำถามกับเรื่องที่สองก็คือ ถ้าเรากำลังเผชิญกับสิ่งที่ทำงานได้ มีผลต่อจิตใจ แต่พิสูจน์ไม่ได้ บางทีก็ไม่น่าจะต่างจากเรื่องของการอธิบายเรื่องของเครื่องรางของขลัง ซึ่งถ้าเรื่องเป็นเช่นนี้แล้ว ถ้าจะเอาให้ง่ายก็โยกหมวดจากการจัดซื้อยุทโธปกรณ์มาเป็นหมวดเกี่ยวกับเครื่องรางประเพณีที่มีการจัดทำกันมากมายและแจกกันนั่นแหละครับ หรือจะตั้งชื่อหมวดว่าหมวดไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ก็น่าจะโอเคอยู่บ้าง

 แต่เรื่องที่น่าจะเริ่มตั้งคำถามกันอย่างจริงๆ จังๆ ก็คือรากฐานของประเด็นคำถามมันอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างสังคมเสรีกับความรู้และปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งหมายถึงชุดความรู้ที่มีวิธีตรวจสอบในแบบที่สามารถพิสูจน์ซ้ำได้ และไม่ว่าใครจะทดลองก็จะต้องได้ผลเหมือนกัน ถ้าเงื่อนไขนั้นพิสูจน์ได้ตรงกัน

 ในแง่นี้เราอาจพิสูจน์เรื่องบางเรื่องทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ แต่การมีสังคมที่เปิดกว้างก็จะทำให้การพิสูจน์และการสร้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นได้ และสังคมที่เปิดกว้างนั้นก็จะทำให้วิทยาศาสตร์เองไม่ผูกขาดความรู้จนกลายเป็นเผด็จการทางวิทยาศาสตร์ไปเสียเองด้วย

 ถึงเวลาที่เราควรจะถามคำถามเหล่านี้และมีท่าทีในเรื่องเหล่านี้มากไปกว่ามองวิทยาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์เป็นเพียงช่างที่อย่าทำอะไรเกินหน้าที่แล้วครับ