ไลฟ์สไตล์

เวทีนักวิทย์ไทยไม่รับจีที200เย้ยสุนัขดมกลิ่นแม่นกว่า

เวทีนักวิทย์ไทยไม่รับจีที200เย้ยสุนัขดมกลิ่นแม่นกว่า

02 ก.พ. 2553

จุฬาฯระดมนักวิทยาศาสตร์ข้ามสถาบัน ถกหลักการทำงาน จีที-200 "เจษฎา" ถูกกันไม่ให้ขึ้นเวที ได้แต่สังเกตการณ์ "ผอ.ศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์" ย้ำชัดไม่ถูกต้องตามหลักฟิสิกส์ ฟันธงไม่ใช่หลักแควนตัมฟิสิกส์หรือโทรจิต ระบุหากใช้หลักโทรจิตได้จริง ผู้ประดิษฐ์ก็ได้ร

 เวทีเสวนา “หลักการทางวิทยาศาสตร์ของเครื่องตรวจวัดวัตถุระเบิดและสารเสพติด” จัดโดยคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีนักวิชาการจากหลายสถาบัน ทั้งจุฬาฯ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมแสดงความคิดเห็น มีผู้เข้าร่วมฟังประมาณ 400 คน ทั้งนักวิชาการ นิสิตนักศึกษา นักการเมือง นักเคลื่อนไหวสตรีอย่าง อังคณา นีละไพจิตร ตลอดจนสื่อมวลชน ร่วมติดตามอย่างใกล้ชิด

 ส่วน ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ที่ออกมาเปิดโปงเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิด จีที 200 จึงถูกกันไม่ให้ร่วมบนเวที    แต่เข้ามารับฟังอยู่ในห้องประชุมด้วย 

 ศ.เกียรติคุณ ถิรพัฒน์ วิลัยทอง ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนิวตรอนพลังงานสูง ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดประเด็น การเสวนาหลักการทางวิทยาศาสตร์ของเครื่องตรวจวัดวัตถุระเบิดและสารเสพติด ถึงเทคโนโลยีการตรวจวัตถุระเบิดตามหลังการทางฟิสิกส์ ว่า การพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดโดยทั่วไปจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน โดยเฉพาะฟิสิกส์ เคมี และวิศวกรรมเข้ามาช่วย

 ดังนั้น หากพิจารณาโดยหลักการทางวิทยาศาสตร์แล้ว สามารถระบุได้ชัดเจนว่า เครื่องตรวจระเบิด จีที-200 ไม่มีหลักการทางฟิสิกส์บนพื้นฐานความจริงอยู่เลย

 ส่วนคำกล่าวอ้างถึงสรรพคุณเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดและสารเสพติดแบบพกพาของบริษัทผู้ผลิต หลายข้อยังคงเป็นข้อขัดแย้งในหลักการทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น การได้มาซึ่งแหล่งพลังงานโดยเฉพาะกระแสไฟฟาสถิตย์ ความสามารถในการตรวจวัดในบริเวณกว้าง และความสามารถตรวจหาสารได้หลายอย่างพร้อมกัน 

 หากมองถึงหลักการที่ถูกต้องในทางฟิสิกส์แล้ว เทคโนโลยีตรวจหาวัตถุระเบิดที่ใช้เป็นมาตรฐานในปัจจุบัน มีอยู่ 3 หลักการ ได้แก่ การใช้รังสีเอ็กซเรย์ตรวจสอบ เช่นเดียวกับเครื่องซีทีเอ็กซ์ การใช้นิวตรอนหรือรังสีแกมม่า ยิงเข้าไปยังวัตถุที่ต้องสงสัยเพื่อตรวจหาสารที่อยู่ภายใน และการใช้โฟรตรอนตรวจวัดปริมาณสารที่ปลดปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปลดปล่อยรังสีออกมาภายนอก

 “องค์ประกอบของวัตถุระเบิดโดยทั่วไป ประกอบด้วยธาตุ 4 ธาตุ คือ ออกซิเจน ไนโตรเจน คาร์บอนและไฮโดรเจน  จึงต้องนำมาพิจารณาองค์ประกอบเรื่องความหนาแน่น ความเร็วในการเคลื่อนที่ กลิ่น และไอที่ปลดปล่อยออกมา ในวัตถุระเบิดแต่ละชนิดจะมีอัตราส่วนของธาตุแตกต่างกัน” นักฟิสิกส์ อธิบาย

 เมื่อ 5-10 ปีที่ผ่านมา นักวิจัยไทยได้พัฒนาองค์ความรู้ในการสร้างเครื่องตรวจระเบิดโดยใช้เทคนิคนิวตรอนหรือกัมมันตภาพรังสี  แสดงให้เห็นว่าไทยมีศักยภาพพัฒนาเครื่องมือ เพื่อใช้งานในภารกิจที่เหมาะสมกับความต้องการของประเทศ อีกทั้งสามารถเลือกใช้สารรังสีที่พลังงานต่ำ ส่วนราคาพัฒนาเครื่องต้นแบบดังกล่าวประมาณ 1 ล้านบาท

 ส่วนผู้ที่มองว่าเครื่องตรวจหาวัตถุระเบิดนี้สามารถทำงานได้จริง โดยอาศัยหลักแควนตัม ฟิสิกส์นั้น ดร.ถิรพัฒน์ ยืนว่า ควันตัมฟิสิกส์ เป็นการส่งผ่านพลังงานในแง่มุมของโทรจิตหรือ Noetic Sciences สามารถทำได้จริงในห้องปฏิบัติการ แต่ในทางปฏิบัตินั้นยังต้องอาศัยเวลาพัฒนาไม่ต่ำกว่า 30-50 ปี แม้ปัจจุบันการศึกษา Quantum entangle จะเริ่มแพร่หลายในต่างประเทศก็ตาม ดังนั้น เครื่องนี้ไม่น่าจะใช่หลักการดังกล่าว เพราะถ้าใช่จริงผู้พัฒนาจีที-200 ก็ควรได้รับรางวัลโนเบล

 ขณะเดียวกัน ผศ.พงษ์ ทรงพงษ์ ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นในเชิงมาตรวิทยาหรือการวัดค่าว่า จีที-200 ระบุถึงประสิทธิภาพการวัดที่ทำได้ทั้งการวัดสมบัติของสารแม่เหล็ก ในแบบขนาน และสวนทาง ซึ่งตามหลักความเป็นจริงของเครื่องมือตรวจวัดที่แม่นยำ ไม่สามารถตรวจวัดคุณสมบัติหลายอย่างพร้อมกัน

 อีกทั้งคำกล่าวอ้างถึงความสามารถในการตรวจหาสาร แม้สารจะมีปริมาณน้อยถึง 1 ในล้านล้านส่วน ซึ่งตามหลักความเป็นจริงความสามารถในการพัฒนาเทคนิคตรวจหาสารในปัจจุบันทำได้เพียง 1 ส่วนในล้านส่วนเท่านั้น ดังนั้น ตามหลักการที่ถูกต้องแล้ว เครื่องมือที่จะนำมาใช้จำเป็นต้องมีมาตรฐานในการทดสอบตรวจสอบ ที่ยืนยันชัดเจนถึงความถูกต้อง ชัดเจน โดยส่วนตัวมองว่าการใช้ไบโอเซนเซอร์ หรือสุนัขดมกลิ่นยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

 ดร.กว้าน สีตะธนี รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวเสริมว่า แม้นักวิจัยเนคเทคจะยังไม่เห็นเครื่องดังกล่าว แต่ผลจากการรวบรวมข้อมูลด้านอุปกรณ์ตรวจวัด เซนเซอร์ และดีเทคเตอร์ หากพิจารณาทั้งน้ำหนัก ขนาด และหลักการใช้งาน ของจีที-200 แล้ว มองว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ตลอดจนระยะทางในการตรวจที่ระบุไว้ถึง 700 เมตร ในความเป็นจริงไม่น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากอยู่ในระยะที่ยากต่อการควบคุม

  “สิ่งสำคัญที่เราค่อนข้างเชื่อมั่น คือการใช้พลังไฟฟ้าสถิตย์ที่ส่งผ่านจากร่างกายคน ซึ่งบริษัทผู้ผลิตระบุไว้นั้น เป็นไปได้ยากมาก เราตอบได้ชัดเจนว่าเป็นได้ยากมาก หรือเป็นไปไม่ได้เลย” ดร.กว้าน กล่าว

 อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนของเครื่องดังกล่าวน่าจะได้คำตอบในเร็ววัน หลังจากที่รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตรวจสอบ ซึ่งในส่วนของเนคเทคจะได้เตรียมเสนอรูปแบบการตรวจสอบ ทั้งนี้ในมุมของผู้ผลิตที่ยืนยันว่ามีเทคโนโลยีขั้นสูงนั้น ก็ควรเป็นที่เปิดเผย เพื่อจะได้นำมาตรวจสอบและสามารถให้ข้อมูลว่าเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ต่อไป

 ด้าน ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า ทราบว่าเร็วๆ นี้ จะมีเครื่องตรวจวัตถุระเบิดและสารเสพติดชนิดใหม่ ถูกนำเข้ามาอีกคือ BEDD1 ผลิตโดย Unival Group ประเทศเยอรมนี จึงอยากให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตรวจสอบให้ดี จะได้ไม่ถูกหลอกเหมือนเครื่องจีที 200 ส่วนการที่คณะรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการฯขึ้นมาตรวจสอบโดยให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นเจ้าภาพ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะความจริงจะได้กระจ่าง