
ขรก.กทม.ติดหวัดเกือบยกสำนักงานบุรีรัมย์ตาย5
ขรก.กทม.ผวาสวมหน้ากากอนามัยถ้วนหน้า เหตุ ขรก.สำนักงานเลขาฯ สภา กทม.ติดเชื้อหวัด 2009 เกือบยกสำนักงาน พญ.มาลินี ยัน ยังไม่ต้องปิดศาลาว่าการ บุรีรัมย์พบผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 สะสมจำนวน 303 ราย เสียชีวิต 5 ราย
(2ก.พ.) รายงานข่าวจากศาลาว่าการ กทม. เปิดเผยว่า ขณะนี้มีข้าราชการ กทม.ในส่วนของสำนักงานเลขานุการสภากรุงเทพมหานคร ติดเชื้อและป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จำนวนมาก โดยมีข้าราชการภายในสำนักงานเลขานุการสภาฯ เกินครึ่งหนึ่งติดเชื้อหวัด 2009 รวมทั้ง น.ส.กาญจนา สมวงศ์ เลขานุการสภา กทม.ติดเชื้อไข้หวัด 2009 ตามไปด้วย ซึ่งจากผลการตรวจสอบได้รับการยืนยันแล้วว่าข้าราชการในหน่วยงานนี้ติดเชื้อไข้หวัด 2009 จริง ดังนั้นนายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม.จึงได้สั่งการให้ข้าราชการภายในสำนักงานเลขานุการสภา กทม.ที่ป่วยด้วยโรคดังกล่าวสามารถหยุดงานได้ทันที และให้กลับไปพักรักษาตัวจนกว่าจะหายเป็นปกติ นอกจากนี้ให้เจ้าหน้าที่จากสำนักอนามัย (สนอ.) เข้าพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์โดยการเข้าพ่นยาฆ่าเชื้อ รวมทั้งจัดชุดเฝ้าระวังอาการข้าราชการ กทม.ในส่วนของสำนักและหน่วยงานอื่นภายในศาลาว่าการ กทม.ด้วย
รายงานข่าวกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ให้ทุกสำนักและทุกหน่วยงานจัดระบบตรวจสอบภายในกันเอง โดยการตรวจสอบกันเองว่ามีใครมีอาการป่วยเป็นไข้หวัดหรือไม่ หากพบว่ามีใครไอหรือจามในลักษณะเหมือนเป็นไข้หวัดก็ให้กลับบ้านได้ทันที โดยทุกสำนักและหน่วยงานจะต้องปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกันและจะต้องดำเนินการทุกวัน เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและสร้างความมั่นใจให้กับผู้อื่นด้วย อย่างไรก็ตาม นอกจากข้าราชการ กทม.ในส่วนของสำนักงานเลขานุการสภา กทม.แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่ามีข้าราชการในสำนักหรือหน่วยงานใด เกิดการติดเชื้อไข้หวัด 2009 เพิ่มเติมอีกบ้าง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่ข้าราชการในศาลาว่าการ กทม. ทราบเรื่องดังกล่าว ต่างพากันสวมหน้ากากอนามัยกันถ้วนหน้า พร้อมทั้งทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ภายในหน่วยงานของตัวเองทันที เพื่อป้องกันการติดเชื้อไข้หวัด 2009
ด้าน พญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ขณะนี้รับทราบแล้วว่ามีข้าราชการ กทม.ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งในเบื้องต้นจะดำเนินมาตรการทำความสะอาดในแต่ละหน่วยงาน นอกจากนี้ให้เจ้าหน้าที่เข้ามาทำความสะอาดและล้างเครื่องปรับอากาศด้วย ส่วนจะต้องปิดศาลาว่าการ กทม.หรือไม่นั้น ขณะนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่ถึงขั้นจะต้องปิดทำการแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. พญ.มาลินี พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักอนามัย (สนอ.) ได้ลงพื้นที่ตรวจฟาร์มเลี้ยงไก่ในพื้นที่เขตมีนบุรี เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดย พญ.มาลินี กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ไข้หวัดนกในพื้นที่ กทม.นั้นถือว่ายังปกติ และจากการสุ่มตรวจของสัตวแพทย์ในพื้นที่ พบว่ายังไม่มีสัตว์ปีกป่วยและตายด้วยโรคดังกล่าว ดังนั้นขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าสามารถรับประทานสัตว์ปีกได้ ทั้งนี้ จากสถานการณ์ไข้หวัดนกที่ผ่านมา พบว่าผู้ที่ป่วยด้วยโรคไข้หวัดนกสามารถเสียชีวิตได้ถึงร้อยละ 60
ด้านสัตวแพทย์หญิงเยาวนิตย์ บุรีรักษา ปศุสัตว์ อ.มีนบุรี กล่าวว่า จากการสุ่มตรวจฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีก เช่น ไก่ นกเป็ดน้ำ เป็นต้น ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ เช่น มีนบุรี หนองจอกทุก 3 เดือนนั้น ขณะนี้ยังไม่พบเชื้อไข้หวัดนกโดยสถานการณ์ขณะนี้ไม่น่าเป็นห่วง เพราะพ้นช่วงฤดูอพยพของนกในช่วงเดือน พ.ย. – ธ.ค.52 ที่ผ่านมาไปแล้ว
บุรีรัมย์พบผู้ติดเชื้อหวัด2009แล้ว303รายตาย5
นายแพทย์สมพงษ์ จรุงจิตตานุสนธิ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตั้งแต่เริ่มมีการระบาดจนถึงขณะนี้ ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์มียอดผู้ป่วยติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 สะสมอยู่จำนวน 303 ราย และเสียชีวิต 5 ราย กระจายอยู่ทั้ง 23 อำเภอ ซึ่งอำเภอที่มีการระบาดมากที่สุด คือ อำเภอเมือง ประโคนชัย และอำเภอลำปลายมาศ
ขณะที่ทางสาธารณสุขจังหวัด ยังมีการเฝ้าระวังและรณรงค์ป้องกันอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนป้องกันตนเอง หากมีอาการป่วยควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว ส่วนการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัด 2009 ให้กับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข แพทย์พยาบาล กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ กลุ่มคนอ้วน และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ในพื้นที่จังหวัดขณะนี้ยังไม่พบผู้มีอาการผิดปกติ หรือได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนแต่อย่างใด และยังมีผู้มารับวัคซีนตามจุดที่เปิดให้บริการอยู่อย่างต่อเนื่อง
นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ยังระบุอีกว่า ส่วนกรณีที่มีข่าวหญิงตั้งครรภ์ที่ จ.สตูล เกิดปัญหาแท้งบุตรหลังรับวัคซีนป้องกันไข้หวัด 2009 จนทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการเข้ารับวัคซีนนั้น เรื่องนี้ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกกับกระแสข่าวดังกล่าว เพราะขณะนี้ในพื้นที่จังหวัด ก็ยังไม่พบผู้มีอาการผิดปกติจากการรับวัคซีนแต่อย่างใด ซึ่งขณะนี้กลุ่มบุคลากรสาธารณสุข ก็ได้รับวัคซีนไปแล้วถึงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์



