
ผอ.สมศ.คนใหม่ชูธงประเมินคุณภาพเน้นปรับตัวชี้วัด
ผอ.สมศ.คนใหม่ ชี้ระบบการศึกษาไทยน่าห่วง ไม่มีเด็กระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสอบตก ชูธงประเมินคุณภาพ เน้นปรับตัวชี้วัดให้น้อยลง ขณะที่ประธานบอร์ดสมศ.แจงไม่คิดรื้อเกณฑ์ประเมินแค่ปรับให้เหมาะสม ยันสรรหาผอ.สมศ.โปร่งใส ไม่ควบสองตำแหน่ง
เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2553 เวลา 13.00 น.ที่อาคารพญาไท พลาซ่า ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ประธานกรรมการบริหารสมศ. กล่าวในการแถลงข่าวเปิดตัวศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผอ.สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.)คนใหม่ว่า การสรรหาผอ.สมศ.คนใหม่เป็นไปอย่างยุติธรรม และโปร่งใส ซึ่งศ.ดร.ชาญณรงค์ เป็นผู้ที่มีความสามารถทั้งทางด้านวิชาการ และผู้ประสานงานที่ดี โดยดูได้จากการดำรงตำแหน่งคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2 วาระ 8 ปี และเลขาธิการที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย 3 วาระ 12 ปี ต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น มั่นใจว่าการเลือก ศ.ดร.ชาญรงค์ เป็นผอ.สมศ.จะนำพาสมศ.ให้ก้าวไปในอีกระดับหนึ่ง
ประธานกรรมการบริหารสมศ. กล่าวอีกว่า การปรับเกณฑ์การประเมินสมศ.นั้น บอร์ดสมศ.ชุดใหม่ ไม่ได้คิดรื้อเกณฑ์ หรือระบบเดิมที่ดำเนินการมาตั้งแต่สมัย ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ เป็น ผอ.สมศ. แต่ตนได้เคยหารือร่วมกับ ศ.ดร.สมหวังแล้วว่า ควรมีการปรับลดตัวชี้วัดของ สมศ. เพราะเกณฑ์ที่ผ่านมาอาจเหมาะสมกับช่วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อก้าวขึ้นอีกระดับหนึ่งก็อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงส่วนกรณีที่มีการวิจารณ์เกี่ยวกับการรับตำแหน่งของ ศ.ดร.ชาญณรงค์ นั้น ยืนยันว่า เป็นไปด้วยความโปร่งใส ไม่มีการควบ 2 ตำแหน่งแน่นอน เพราะ ศ.ดร.ชาญณรงค์ ได้ลาออกจากจุฬาฯ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมาแล้ว และตนมีหลักฐานชัดเจน
ศ.ดร.ชาญณรงค์ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ตนมีประสบการณ์ร่วมกับ สมศ.ใน 3 มิติ คือ 1.มีส่วนร่วมในการกำหนดตัวชี้วัดในฐานะอดีตเลขาทปอ. 2.เป็นผู้รับการประเมินจาก สมศ.สมัยที่ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ และ 3.ได้เข้าร่วมเป็นประธานและคณะกรรมการประเมินสถานศึกษาของ สมศ. ทำให้เข้าใจสถานศึกษาว่า สมศ.สร้างความยากลำบาก และสร้างภาระให้มากเพียงใด รวมทั้งเข้าใจ สมศ.ด้วยว่าเป็นองค์กรที่จำเป็น และมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนคุณภาพสถานศึกษา ดังนั้น การบริหาร สมศ.4 ปีภายใต้การนำของตน จะเน้นคุณภาพ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และทบทวนว่าในอดีตที่ผ่านมามีจุดใดควรปรับปรุงบ้าง เพื่อให้ตัวชี้วัดในการประเมินของ สมศ.เป็นไปในเชิงคุณภาพมากขึ้น และประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสมศ.เข้าด้วยกัน
ผอ.สมศ. กล่าวอีกว่า การประชุมบอร์ด สมศ.ครั้งต่อไป จะเสนอให้มีการปรับตัวชี้วัด สมศ.ให้น้อยลง ง่าย และจำได้ขึ้นใจ แต่สามารถจำแนกสถานศึกษาที่ดี และไม่ดีออกจากกัน โดยควรมีการแบ่งกลุ่มตัวชี้วัดออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ตัวชี้วัดขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่จำเป็นที่ทุกสถานศึกษาต้องมี โดยกลุ่มนี้คงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากตัวชี้วัดเดิมที่เคยมี 2.ตัวชี้วัดเชิงอัตลักษณ์ ให้สถานศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดตัวชี้วัด เพราะสถานศึกษาแต่ละแห่งแตกต่าง มีจุดเด่นที่ต่างกัน และ 3.ตัวชี้วัดที่ปรับเปลี่ยนไปตามการณ์เวลา ที่มีมาตรฐาน และส่งเสริม เพื่อสอดคล้องกับการขับเคลื่อนคุณภาพภาพรวมของประเทศ
ศ.ดร.ชาญณรงค์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ได้มีการนำร่องนำร่างเกณฑ์ประเมินคุณภาพสถานศึกษา ไปเริ่มประเมินใน 6 มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นจะนำมาประมวลดูว่าเหมาะสมหรือจะต้องปรับปรุงอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะมีการประเมิน รอบ 3 ในเดือน มิ.ย. 2554 ส่วนข้อเรียกร้องของมหาวิทยาลัยที่ไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์ที่ สมศ.ยกร่างขึ้น โดยเฉพาะในส่วนการประเมินวิทยาเขตของมหาวิทยาลัย ซึ่งหากตกประเมินจะถือว่า มหาวิทยาลัยแม่ไม่ผ่านการประเมินไปด้วยนั้น เป็นประเด็นที่ยังถกเถียงกันอยู่และต้องหารือเพื่อให้ได้ข้อยุติต่อไปในที่ประชุมบอร์ด สมศ.
“ขณะนี้ระบบการศึกษาน่าเป็นห่วงมากๆ เพราะระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีไม่มีใครที่จะสอบตก คะแนนเฉลี่ยสะสมม.ปลายของนักเรียนทั่วประเทศ อยู่ที่ 3.50 ทั้งๆ ที่อดีตอยู่ที่ 2.10 ทำให้เห็นได้ว่าคุณภาพเด็กไทยดี แต่เมื่อมาวัดจากตัวเด็กจริงๆ กลายเป็นเรื่องตรงกันข้าม ขณะที่เด็กที่จบม.ปลายมีจำนวนน้อยกว่าปริมาณที่นั่งในมหาวิทยาลัย ซึ่งทั้งหมดถือเป็นปัญหาของประเทศ ดังนั้นการขับเคลื่อนคุณภาพ ไม่ใช่เพียงสมศ.เท่านั้นที่ต้องดำเนินการ แต่ทั้งระบบต้องร่วมกันแก้ไข ” ผอ.สมศ.กล่าว



