ไลฟ์สไตล์

 “บ้านต้านภัยธรรมชาติไม่บาน-ที่มีเงินเท่าไรก็สร้างได้”(2)

“บ้านต้านภัยธรรมชาติไม่บาน-ที่มีเงินเท่าไรก็สร้างได้”(2)

29 ม.ค. 2553

เป็นที่ฮือฮากันไปทั่วประเทศอีกแล้วครับ สำหรับ “บ้านต้านภัยธรรมชาติ” ที่ผมได้เผยแพร่ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของ บ้านไม่บานที่พอเพียง งามง่าย อันเป็นทั้งที่รักและที่พักอย่างแท้จริง ถือได้ว่าเป็นบ้านที่ชาวบ้านไม่บานสามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างร่ม

บ้านไม่บานที่มีราคาประหยัดสุดๆ โดยราคาเริ่มต้นเพียง 90,000 ++ บาท สามารถก่อสร้างได้รวดเร็วที่สุดในระยะเวลาเพียง 2-3 สัปดาห์ และมีความแข็งแรงแบบสุดๆ เพราะเป็นบ้านที่ใช้ “ระบบโครงสร้างเฟอร์โรซีเมนต์” หรือที่ผมมักเรียกให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่าเป็น “ระบบโครงสร้างรังผึ้ง” และมีการเสริมความแข็งแรงด้วยระบบโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (ข้ออ้อย) ที่ถักทอร้อยกันแบบรังผึ้งไว้ทั้งหลัง (รวมไปถึง พื้น  ผนัง และหลังคา) โดยมีการออกแบบให้มีการเชื่อมต่อโครงสร้างให้เป็นเนื้อเดียวกัน

 จึงทำให้เป็น “บ้านต้านภัยธรรมชาติไม่บาน” ที่มีความคงทนแข็งแรงมากเป็นพิเศษ อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบากว่าการก่อสร้างในระบบปกติ ด้วยความที่เป็นผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น ที่สามารถรับแรงอัดได้สูง ทำให้มีความหนาไม่มากนัก อีกทั้งตรงกลางมีฉนวนกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพและยังไม่ลามไฟ จึงเป็นบ้านไม่บานที่ประหยัดพลังงานอย่างแท้จริงที่อยู่เย็นสบาย ไม่ร้อน แทบจะไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศเลยครับ   

 จากการศึกษาลงลึกทั้งทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม รวมไปถึงการวิเคราะห์จากผลการคำนวณ ทำให้ผมเชื่อมั่นว่า บ้านไม่บาน หลังนี้แหละครับจะสามารถรับมือในกรณีที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ หรือถ้าจะต้องพังลงมาก็น่าจะเป็นหลังสุดท้าย ส่วนรายละเอียดในกระบวนการคิด กระบวนการออกแบบ และกระบวนการคำนวณตลอดไปจนถึงกระบวนการก่อสร้าง ผมจะเฉลยในการบรรยายของผมใน วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่วังท่าพระ  มหาวิทยาลัยศิลปากร บริเวณท่าช้าง สนามหลวง ครับ 

 นอกจากนั้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาในรายการ “คนรักบ้าน” ทาง สถานีโทรทัศน์เนชั่น แชนแนล ที่ได้ออกอากาศแพร่ภาพไปทั่วประเทศ ในช่วงเวลา 10 โมงเช้า ผมได้เชิญวิทยากรที่มีความรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ  คือ ดร.สมิทธิ ธรรมสโรช (ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยแห่งชาติ) เพื่อมาให้ความรู้และเตือนสติเพื่อมิให้สังคม “คนรักบ้าน” ไม่ประมาท ซึ่งผมมักจะเปรียบตัวผมเองว่าเป็นเสมือน “สุนัขเฝ้าบ้าน” ทุกครั้งที่เกิดความรู้สึกว่าจะมีภัยพิบัติกำลังจะเข้ามาคุกคามก่อให้เกิดอันตรายแก่สมาชิกในบ้าน ก็ต้องเตือนสติกันครับ  
 
 ทั้ง ดร.สมิทธิ  ธรรมสโรช  และนักวิชาการทางด้านธรณีวิทยาที่ได้รับการยอมรับระดับโลกถึงความแม่นยำในการคาดการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ  อย่างเช่น  ศ.จอห์น แม็คคอสกี้ จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเทิร์นไอแลนด์ ก็ได้เตือนสติเอาไว้ว่าโอกาสที่จะเกิด คลื่นสึนามิ อีกครั้งหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ (ในช่วงปีนี้) มีความเป็นไปได้สูง เพราะได้ศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบอันเกิดจากรอยแยก ทุนด้าเทรนด์ ซึ่งอยู่ในรอยต่อบริเวณ อันดามัน นิโคบา ไปจนจรดสุมาตรา ตลอดแนว แพนนิซูล่า ที่ขนานกับด้ามขวานทองของไทยเรา ซึ่ง คลื่นสึนามิ ที่อาจจะเกิดขึ้นในครั้งนี้  ซึ่งคาดการณ์กันว่าน่าจะมีความรุนแรงถึง 9 ริกเตอร์เลยทีเดียวครับ  

จากคำเตือนดังกล่าวทำให้ทั้ง อินโดนีเซีย มาเลเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิงคโปร์  ได้ตั้งคณะทำงานศึกษาและเตรียมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จากภัยพิบัติทางธรรมชาติในครั้งนี้ ในขณะที่ทั้งหน่วยงานทั้งภาครัฐรวมไปถึงภาคเอกชนของไทยกลับไม่ใส่ใจคำเตือนนี้เท่าที่ควร  มิหนำซ้ำยังตำหนิว่าจะทำให้บรรยากาศการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีปัญหา รวมทั้งยังเกรงว่าข่าวของการคาดการณ์ในการเกิด สึนามิ ในครั้งนี้จะส่งผลให้ปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเที่ยวมีจำนวนลดลง แต่ในทางกลับกัน ในทัศนคติของผมเห็นว่าหากเรามีการระแวดระวังเตือนภัยที่ดีมีประสิทธิภาพ เพื่อเตรียมรองรับสถานการณ์เลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น ก็ยิ่งเป็นผลให้มีปริมาณนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นเพราะมีความมั่นใจในความปลอดภัยที่มาเที่ยวบ้านเรามากขึ้น  

 ดังที่ทราบกันแล้วว่าเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ ประเทศเฮติ ได้ คร่าชีวิตประชาชนไปกว่า 2 แสนคน ในทางทฤษฎีแล้วสถาปนิกและวิศวกรสามารถออกแบบอาคารที่รองรับความเสียหายภัยพิบัติทางธรรมชาติ  ไม่ว่าจะเป็น  สึนามิ สตอร์มเซิร์จ พายุโซนร้อน แผ่นดินไหว ฯลฯ  ได้ระดับหนึ่ง หากไม่โดนปะทะแบบตรงๆ เต็มๆ แบบถึงคราวเคราะห์ อาคารบ้านเรือนอาจจะเสียหายบ้าง แต่จะไม่พังล้มคลืนลงมาคร่าชีวิตผู้คนอย่างที่เราเห็นในภาพข่าว   ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจครับที่องค์ความรู้เหล่านี้ไม่ได้รับการใส่ใจอย่างจริงจังทั้งจากภาครัฐและเอกชน จึงมีลักษณะการทำงานแบบ “วัวหายล้อมคอก” มาโดยตลอดครับ

สำหรับท่านที่สนใจการบรรยายของผมใน วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ ในหัวข้อ บ้านแม่-เมืองพ่อ แบบพอเพียง” ณ หอศิลป์พระพรหมพิจิตร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ วังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยจะเริ่มการบรรยายในเวลา 14.00 น. ตอนนี้ยอดผู้สนใจสำรองที่นั่งกันมาอย่างล้นหลามเกินกว่า 300 ท่านแล้ว ก็คาดการณ์ว่าน่าจะมีการตีตั๋วยืนกัน ดังนั้นกรุณาไปแต่เนิ่นๆ ครับ ท่านผู้อ่านที่สนใจร่วมฟังการบรรยายสามารถโทรมาสำรองที่นั่งได้ที่ 0-2245-1399  และ 0-2644-1478  โดยด่วนที่สุดครับ