
พบเชื้อแบคทีเรีย-คลอสสทรีเดียมน้ำยาป้าเช็ง
"จุรินทร์ ชี้ผลกรวดน้ำมหาบำบัด-น้ำเจียระไนเพชร พบแบคทีเรียคลอสสทรีเดียม เพอร์ฟรินเจนส์ และ บาซิลลัส พูมิลัส แถมปนเปื้อนเชื้อรา เตรียมส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ป้าเช็ง ด้าน อย.เผยมีผู้ร้องเรียนแล้ว 7-8 รายหลังใช้ผลิตภัณฑ์ป้าเช็ง พร้อมอยู่ระหว่างติดตามผ
ที่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 53 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) และนพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมแถลงข่าว “ผลการตรวจวิเคราะห์น้ำมหาบำบัด และ น้ำเจียระไนเพชรของป้าเช็ง”
นายจุรินทร์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับรายงานจากเลขาธิการ อย. และอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ถึงผลการตรวจวิเคราะห์ โดยน้ำมหาบัดบัด พบว่า 1.มีค่าความเป็นกรดสูงมาก 2.ไม่พบตัวยาทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและตัวยาสมุนไพรที่มีผลต่อการรักษา และ 3.พบแบคทีเรียที่เป็นอันตรายปนเปื้อนอยู่ คือ แบคทีเรียชนิดคลอสสทรีเดียม เพอร์ฟรินเจนส์ (Clostridium perfringens) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หากรับประทานเข้าไปอาจส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียภายใน 48 ชั่วโมง และหากปนเปื้อนในบาดแผลอาจทำให้แผลเน่าได้ ทั้งนี้ผลการตรวจดังกล่าวเมื่อเทียบกับยาสมุนไพรยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งเกณฑ์มาตรฐานยาสมุนไพรจะต้องไม่มีเชื้อโรคและแบคทีเรียปนเปื้อนเลย
นายจุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับผลการตรวจวิเคราะห์ของน้ำเจียระไนเพชร หรือยาหยอดตา ซึ่งจำหน่ายขวดละ 1,000 บาทนั้น ตามหลักเกณฑ์ยาหยอดตาต้องปลอดเชื้อโรคและแบคทีเรีย เชื้อรา 100 เปอร์เซ็นต์ และจะต้องมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างในปริมาณที่เหมาะสม คือ ค่าพีเอช (pH) 5.5-7.6 รวมทั้งต้องมีตัวยาที่มีประสิทธิภาพต่อการรักษา ไม่เป็นอันตราย แต่จากผลการตรวจวิเคราะห์กลับพบว่ามีค่าความเป็นกรดสูงเกินมาตรฐานมาก พบค่าพีเอช 3.15 ซึ่งถือว่ามีค่าความเป็นกรดสูงกว่ามาตรฐาน ทั้งยังไม่พบตัวยาที่มีผลต่อการรักษา นอกจากนี้ยับพบแบคทีเรีย 2 ชนิด คือ แบคทีเรียชนิดคลอสสทรีเดียม เพอร์ฟรินเจนส์ และแบคทีเรียชนิดบาซิลลัส พูมิลัส (Bacillus pumilus) รวมถึงปนเปื้อนเชื้อรา
“หากนำน้ำเจียรไนเพชรไปใช้หยอดตาก็เหมือนเอากรดหรือน้ำส้มสายชูที่มีเชื้อโรคไปหยดที่ดวงตา จะส่งผลต่อกระจกตา ถ้าหากดวงตามีแผลก็จะเกิดการติดเชื้อ และอาจถึงขั้นตาบอดได้” รมว.สาธารณสุข กล่าว และว่า ทั้งนี้ อย.จะส่งผลดังกล่าวไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการกับผู้ประกอบการ ในข้อหากระทำผิดตาม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ยา กรณีการผลิตและจำหน่ายที่ไม่ได้รับอนุญาต การโฆษณาที่ไม่ได้รับอนุญาต และการโฆษณาเกินจริง และพ.ร.บ.การประกอบโรคศิลปะ เข้าข่ายการประกอบโรคศิลปะโดยไม่ได้รับอนุญาตและจัดตั้งสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า อยากเตือนไปยังประชาชนอย่าตกเป็นเหยื่อของการโฆษณา และจากนี้ไปกระทรวงสาธารณสุขจะรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้ สสจ.ทุกจังหวัดเฝ้าระวัง หากพบการกระทำในลักษณะนี้ต้องเข้าไปตรวจสอบ ส่วนกรณีที่มีรายงานว่า ชาวบ้านบางหมู่บ้านใน จ.พิษณุโลก แห่ทำน้ำหมักชีวภาพนั้น ต้องดูว่าเป็นการทำเพื่อนำไปเป็นปุ๋ยหรือไม่ เชื่อว่าทาง สสจ.พิษณุโลกคงติดตามดูแลแล้ว
ด้านนพ.พิพัฒน์ กล่าวว่า เชื้อแบคทีเรียทั้ง 2 ตัว ทั้งแบคทีเรียคลอสสทรีเดียม เพอร์ฟรินเจนส์ และแบคทีเรียชนิดบาซิลลัส พูมิลุส ซึ่งค่าความเป็นกรดในน้ำหมักชีวภาพจะทำลายผิวหนัง ทำให้ผิวหนังถลอก และจากนั้นเชื้อโรคจะผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย ทั้งนี้กรณีป้าเช็งทาง อย. ได้ติดตามตั้งแต่แรก ซึ่งเดิมป้าเช็งจำหน่ายเพียงแค่น้ำหมักชีวภาพอีเอ็มเท่านั้น แต่ได้มีการค้นพบสูตรและเริ่มติดตลาดช่วงเดือนธันวาคม 2552 ซึ่ง อย.ได้รับการร้องเรียนจึงได้เข้าไปตรวจสอบ ล่าสุดมีผู้ร้องเรียนแล้ว 7-8 ราย อย่างไรก็ตามขณะนี้ อย.อยู่ระหว่างการเฝ้าติดตามผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่น้ำหมักผักผลไม้เพื่อรักษาโรค ทั้งนี้น้ำหมักผักผลไม้ผ่านการรับรองจาก อย.มีเพียงชนิดเดียวคือ น้ำหมักลูกยอ โดยมีผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียน 12 ราย ซึ่งมีขั้นตอนการผลิตที่ต้องผ่านระบบสเตอร์ริไรซ์เพื่อฆ่าเชื้อก่อน



