ไลฟ์สไตล์

หัวใจขาดเลือด

หัวใจขาดเลือด

28 ม.ค. 2553

การรักษาโรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease : CAD) โรคหัวใจขาดเลือด หรือ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ อายุมากขึ้น ผู้ชายสูบบุหรี่ ภาวะไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และ

อาการสำคัญ คือ เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่ายโดยเฉพาะในขณะออกกำลังกาย บางรายอาจเป็นแบบฉับพลันและรุนแรง จนทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือที่เรียกว่า Heart Attack ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตสูงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม
การรักษามี 3 วิธี คือ
 1.การรักษาด้วยยา เป็นการช่วยชะลอการเสื่อมของหัวใจ ยาที่ใช้มีหลายชนิด แต่ละคนอาจได้รับยามากกว่า 1 ชนิด ขึ้นกับอาการและโรคร่วม แพทย์จะใช้ระยะเวลาพอสมควรเพื่อปรับปริมาณยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ยากินโรคหัวใจช่วงแรกๆ ต้องปรึกษาแพทย์บ่อย และหากเกิดปัญหาระหว่างรักษา ไม่ควรหยุดยาเอง ยาสำหรับการรักษาแบ่งเป็นหลายกลุ่ม เช่น
 -ยากลุ่มลดการทำงานของหัวใจ ยาขับปัสสาวะ ขยายเส้นแดง
 -ยากลุ่มที่ช่วยทำให้การบีบตัวของหัวใจดีขึ้น
 -ยากลุ่มละลายลิ่มเลือด ต้านเกล็ดเลือด ป้องกันการเกิดลิ่มเลือด หรือการแข็งตัวของเลือด Coumadin, Aspirin, Plavix, Ticlid
 -ยากลุ่มลดระดับไขมันในเลือด Statin
 ยารักษาโรคหัวใจกลุ่มลดการทำงานของหัวใจและยาขับปัสสาวะ มีผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ อาจทำให้ความดันโลหิตลดลง และทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ อาจพบเกลือแร่ เกลือโปแตสเซียมในเลือดต่ำ และไอ ยาบางชนิดหากได้รับเป็นเวลานาน อาจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติร่วมด้วย ส่วนที่สำคัญ ยากลุ่มละลายลิ่มเลือดที่ต้องกินตลอดชีวิตนั้น ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ ทำให้ปวดท้อง เพิ่มกรด และระคายเคืองในกระเพาะอาหาร อาจใช้ยาเคลือบกระเพาะควบคู่ไปด้วย
 2.การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและขดลวด ต้องทำในห้องตรวจสวนหัวใจที่มีเครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์ และอุปกรณ์เครื่องมือเฝ้าติดตามการทำงานของหัวใจชนิดต่างๆ โดยจะฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ ตรวจภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบและทำการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน
 การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography : CAG) ทำโดยการสอดสายตรวจขนาดเล็ก ผ่านเข้าทางหลอดเลือดแดงที่ข้อมือ หรือขาหนีบ จนกระทั่งปลายสายไปถึงหลอดเลือดหัวใจ แล้วฉีดสารทึบรังสีเข้าในหลอดเลือดหัวใจ พร้อมกับใช้เอกซเรย์บันทึกภาพของหลอดเลือดหัวใจแต่ละเส้นไว้
 การรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบตันผ่านสายสวน (Percutaneous Coronary Intervention : PCI) มีขั้นตอนเบื้องต้นเหมือนกับการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ เพียงแต่ใช้สายนำให้ปลายสายนำอยู่ในหลอดเลือดหัวใจ แพทย์จะสอดเส้นลวดขนาดเล็กกว่าผ่านสายนำเข้าไป จนกระทั่งปลายเส้นลวดผ่านเลยจุดตีบแคบของหลอดเลือดหัวใจ หลังจากนั้นแพทย์จะใช้เส้นลวดเป็นแกนช่วยนำสายชนิดที่มีบอลลูนติดอยู่ตรงปลาย ใช้ภาพเอกซเรย์ที่เห็นบนจอช่วยในการวางตำแหน่งบอลลูนให้ตรงกับจุดที่มีการตีบแคบของหลอดเลือด แล้วใช้แรงดันทำให้บอลลูนกางออก แรงดันของบอลลูนจะผลักรอยตีบของหลอดเลือดหัวใจให้เปิดกว้างทำให้เลือดไหลผ่านได้สะดวกขึ้น เสร็จแล้วจึงดึงบอลลูนออกจากตัวผู้ป่วย
 3.การผ่าตัดบายพาส (Coronary Artery Bypass Graft)
 แพทย์จะนำเส้นเลือดดำจากขา หรือเส้นเลือดแดงจากแขน หรือผนังหน้าอก มาต่อให้เป็นเส้นเลือดใหม่ หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจะเจ็บหน้าอกน้อยลง ก่อนการผ่าตัดบายพาสจะต้องตรวจให้แน่ใจว่า มีเส้นเลือดหัวใจตีบหรือไม่ โดยการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ การผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 3-6 ชั่วโมง เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้ว ผู้ป่วยต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในห้องซีซียู ประมาณ 1-3 วัน จนกว่าจะพ้นระยะวิกฤติ มีอัตราเสี่ยงเพียง 1-2% เท่านั้น ยกเว้นผู้ป่วยมีอาการหนัก หรือช็อกจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือหัวใจวายก่อนผ่าตัด เป็นต้น
 การรักษาโรคหัวใจ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด จำเป็นต้องควบคู่ไปกับการปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ผู้ป่วยควรเคร่งครัดเรื่องการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น สัปดาห์ละ 4-6 ครั้ง ครั้งละ 20-30 นาที ควรควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ เลือกกินอาหารที่มีไขมันต่ำ กินอาหารที่เป็นผักและปลาให้มากขึ้น ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และรับการตรวจกับแพทย์เฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง
โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น
โทร.0-2910-1600