
3ผู้รับรางวัลเจ้าฟ้ามหิดลเผยทั้งดีใจ-ไม่คาดฝัน
3 ผู้รับพระราชทานรางวัล สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เผยความรู้สึกก่อนเข้ารับมอบพระราชทานรางวัลวันนี้ ทั้งดีใจไม่คาดฝัน และถือเป็นเกียรติ์สูงสุดแก่ตัวเองและครอบครัว
ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล พร้อมด้วยคณะผู้บริหารฯ ได้ให้การตอนรับผู้ได้รับผู้ได้รับพระราชทานรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2552 ด้านสาขาการแพทย์ ได้แก่ ศ.ดร.แอน มิลส์ ศาสตราจารย์ด้านนโยบายและเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ภาควิชาสาธารณสุขและนโยบาย มหาวิทยาลัยลอนดอน สหราชอาณาจักร ในฐานะผู้นำความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการคลังมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบสุขภาพของโลก ด้านสาขาการสาธารณสุข ได้แก่ นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศมองโกเลีย อดีตผู้อำนวยการคนแรก ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคเอดส์ กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการถุงยางอนามัย 100% ที่จังหวัดราชบุรี และได้ขยายโครงการไปยังประเทศต่างๆ จนเป็นที่ยอมรับว่าเป็นวิธีการป้องกันเอดส์ที่ประสบความสำเร็จ
ส่วน นายมีชัย วีระไวทยะ ผู้ก่อตั้งและนายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ประเทศไทย ผู้กระตุ้นให้รัฐบาลและสังคมตระหนักถึงความสำคัญการใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พร้อมเปิดให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ก่อนที่จะเข้าพิธีรับมอบพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2552 ในวันที่ 27 มกราคม 2553
ศ.ดร.แอน มิลส์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจและไม่คาดฝันที่จะได้รับรางวัลนี้ เพราะเป็นรางวัลที่มีวิสัยทัศน์ มองเห็นความสำคัญของการเชื่อมต่อการลงทุนด้านสุขภาพที่มีผลต่อสังคม ซึ่งการนำตัวเลขเศรษฐกิจเข้ามาใช้ด้านสุขภาพ ได้ช่วยให้ผู้บริหารประเทศสามารถตัดสินใจนโยบายเพื่อลงทุนทางสุขภาพได้ง่ายขึ้น สำหรับการดำเนินนโยบายโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยนั้น ถือเป็นตัวอย่างสำคัญที่ทำให้ประเทศต่างๆ หันมาให้ความสำคัญต่อการลงทุนด้านสุขภาพมากขึ้น ซึ่งไทยสามารถดำเนินโครงการได้ดีอยู่แล้ว เพราะมีการจำกัดงบประมาณในการรักษาพยาบาลที่คำนวณตามรายหัวประชากรเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลไม่ให้พุ่งสูงเกินไป ทั้งยังมีการเพิ่มสัดส่วนงบประมาณในทุกปี แม้กระทั่งในช่วงที่เศรษฐกิจขาลงไทยก็ยังให้ความสำคัญต่อการลงทุนด้านสุขภาพอยู่ ทั้งนี้มองว่าในอีก 10 ปี จากนี้ สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำคือ การลดความเหลื่อมล้ำในการรักษาพยาบาลใน 3 ระบบหลักประกันสุขภาพ ได้แก่ 1. สวัสดิการข้าราชการ 2. ประกันสังคม และ 3. หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในการรักษาพยาบาล อย่างไรก็ตามเห็นว่านอกจากในเรื่องรักษาพยาบาลแล้ว ยังต้องเน้นการป้องกันโรคซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
นายมีชัย กล่าวว่า นายมีชัย กล่าวว่า การรณรงค์เรื่องโรคเอดส์ช่วงแรกรัฐบาล ยังไม่ยอมรับว่า มีปัญหาเกิดขึ้น พยายามปิดบังไม่ให้ออกสื่อสาธารณะ ต่อมาระยะที่สอง คือ สมัยรัฐบาลนายอนันต์ ปัญญารชุน เริ่มยอมรับมากขึ้น มีการรณรงค์ผ่านสื่อโฆษณาทางวิทยุโทรทัศน์ทุกครึ่งนาทีภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งสมัยนายกฯ อนันต์ เห็นความสำคัญและดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการเอดส์ชาติ แต่มีช่วงหนึ่งการประชาสัมพันธ์เรื่องนี้แทบจะหายไป และช่วงนั้นนายกฯ ก็แทบไม่มีการประชุมเรื่องนี้เป็นเวลา 5 ปี แต่ล่าสุดนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับให้ความสำคัญอีกครั้ง โดยมีงบประมาณรณรงค์นี้ประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเรื่องดี
“ เรื่องพวกนี้ต้องทำให้เกิดความเข้าใจอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะเด็กนักเรียน จริงๆต้องเริ่มต้นจากการให้ความรู้ เรื่องเซ็กส์ไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่เป็นเรื่องของกาลเทศะ ถ้ามีอย่างถูกต้องก็เป็นสุข แต่ถ้ามีอย่างผิดๆก็เป็นทุกข์อย่างแรง สิ่งแรกต้องสอนให้รู้ก่อนว่า ถุงยางอนามัยคืออะไร ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะให้เด็กพกถุงยางไปโรงเรียนโดยไม่มีความรู้ก็แสดงว่าคนเราโง่มาก ที่สำคัญอยากฝากพ่อแม่ว่า อยากให้ลูกติดเชื้อเอดส์หรืออยากให้ลูกใส่ถุงยาง เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจให้ได้ก่อน ” นายมีชัย กล่าว
นพ.วิวัฒน์ กล่าวว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลที่ได้รับพระราชทานนี้ ถือเป็นเกียรติ์แก่ตนเองและครอบครัวสูงสุด ซึ่งการมอบรางวัลในปีนี้เป็นครั้งแรกที่ให้ความสำคัญต่อมหันตภัยเอดส์ ซึ่งจะทำให้ปัญหาเอดส์ได้รับความสนใจมากขึ้น ประเทศต่างๆ หันมาให้ความสนใจและตื่นตัวมากขึ้น ทั้งนี้เอดส์ได้เริ่มแพร่เข้ามาประเทศไทยตั้งแต่ปี 2527 แต่จนถึงปัจจุบัน วิธีการแพร่กระจายเอดส์ไม่เคยเปลี่ยนคือ การติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ยาเสพติด และการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก โดยเฉพาะการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งวิธีการป้องกันได้ดีที่สุดคือถุงยางอนามัย โดยโครงการถุงยางอนามัย 100% ได้เริ่มตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว กลุ่มเป้าหมายขณะนั้นคือกลุ่มเพศพาณิชย์ ประชาชน และครอบครัว หลังจากดำเนินโครงการในกลุ่มเพศพาณิชย์สามารถช่วยลดการแพร่ระบาดได้ แต่ปัจจุบันกลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้เปลี่ยนไป แพร่กระจายยังกลุ่มแม่บ้าน ชายรักชาย แต่ทั้งนี้ยังต้องคงการรณรงค์ในทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มเพศพาณิชย์ที่มีอัตราการติดเชื้อลดลง เพราะไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นปัญหาน้ำลดต่อพุดในอนาคตได้



