
อดีตประธานทปอ.-อธิการบดีชี้แยกกระทรวงอุดมฯไม่จำเป็น
26 ม.ค. 2553
อดีตประธานทปอ. เผยแยกกระทรวงอุดมฯ ไม่มีความจำเป็น ชี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ลั่นม.ทุกแห่งเตรียมออกนอกระบบ ไม่ต้องขึ้นตรงต่อศธ.-สกอ. เลขาธิการกกอ.ระบุ อนาคคสกอ.เล็กลงกว่ามหาวิทยาลัย ทำหน้าที่เพียงผู้ช่วยบางเรื่องเท่านั้น ขณะที่ จุฬาฯ แนะถ้าจะเปลี่ยนโ
เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2553 รศ.ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร(มน.)และ อดีตประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ซึ่งเคยศึกษาวิจัยเรื่องการแยกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ออกเป็นกระทรวงการอุดมศึกษาและการวิจัย กล่าวถึงกรณี 5 องค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ หารือการปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการในการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สอง โดยแยกองค์กรหลักออกเป็นทบวงอุดมศึกษา ทั้งกรณีคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)หารือเรื่องการแยก สกอ.เพื่อตั้งเป็นกระทรวงอุดมศึกษา ว่า สถานการณ์ในปัจจุบันแตกต่างกับอดีตที่ได้มีการศึกษาเรื่องนี้ เพราะขณะนี้มหาวิทยาลัยของรัฐ ออกนอกระบบเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับรัฐมากขึ้น ทำให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการและมีความเป็นอิสระ สามารถส่งเรื่องขึ้นตรงกับคณะรัฐมนตรีได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านกระทรวงศึกษาธิการหรือสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเหมือนก่อน
"สิ่งที่ต้องการกระตุ้นมหาวิทยาลัยต่างๆในขณะนี้ คือ อยากให้มหาวิทยาลัยของรัฐที่ยังอยู่ในระบบ ออกนอกระบบมากขึ้น เพื่อให้มีอิสระในการบริหารจัดการตนเอง แต่เรื่องนี้ก็ต้องขึ้นกับการเมืองภายในของแต่ละมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตามในอนาคต เชื่อว่า มหาวิทยาลัยต่างๆ จะต้องออกนอกระบบมากขึ้น เพราะสถานการณ์บังคับให้ต้องออก เนื่องจากไม่มีข้าราชการ มีแต่พนักงานมหาวิทยาลัยซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่การบริหารจัดการในระบบก็ไม่คล่องตัว ดังนั้นสถานการณ์จะเป็นตัวบังคับให้มหาวิทยาลัยต้องออกนอกระบบไปในตัว" รศ.ดร.มณฑล กล่าว
อดีต ประธาน ทปอ. กล่าวต่อไปว่า ตอนนี้มหาวิทยาลัยหลายแห่งได้เตรียมการออกนอกระบบ โดยยกร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยของตนเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว อาทิ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งคาดว่าคงจะออกนอกระบบในอีกไม่ช้านี้ ดังนั้นการจะแยก สกอ.เพื่อตั้งเป็นกระทรวงอุดมศึกษาหรือไม่ ก็ไม่มีความแตกต่างกันกับสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แต่สิ่งที่อยากเรียกร้องต่อรัฐบาลให้รัฐบาลเร่งดำเนินการคือ งบประมาณที่รัฐเคยสัญญากับมหาวิทยาลัยต่างๆ ก่อนออกนอกระบบว่า จะเพิ่มขึ้นให้ร้อยละ 60 ทั้งนี้หากมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ และมีอิสระในการจัดการ แต่หากมีปัญหาเรื่องงบประมาณ ก็เท่ากับว่าไม่มีอะไรดีขึ้น
ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการกกอ. กล่าวว่า ที่ประชุม กกอ.หารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษารอบสอง โดยหยิบยกเรื่องโครงสร้างมาหารือด้วย แต่ต้องมีการศึกษาในรายละเอียดอีกในเชิงนโยบาย ซึ่งยังไม่มีคำตอบว่าจะแยกเป็นกระทรวงอุดมศึกษาหรือไม่ แต่เป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งรับรองว่าการพิจารณาเรื่องโครงสร้างของ สกอ. จะไม่ทำเพื่อตัวบุคคลแน่นอน ที่ผ่านมา สกอ.เคยเป็นใหญ่ระดับทบวงมหาวิทยาลัย และเล็กลงเป็น สกอ. หากจะให้กลับไปใหญ่อีกก็คงไม่ใช่ทิศทางที่ถูกต้อง และหากเป็นกระทรวงก็ต้องมีกรมต่างๆ แต่ทบวงมหาวิทยาลัย ไม่มีกรม มีแต่สำนักงานปลัดเพียงแห่งเดียว ส่วนมหาวิทยาลัยต่างหากคือกรม
"เราคงไม่มีทางโตไปกว่านี้แน่นอน และในอนาคตเมื่อมหาวิทยาลัยออกนอกระบบมากขึ้น สกอ.ก็ต้องยิ่งเล็กลงแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำหน้าที่เฉพาะเรื่องที่จะช่วยมหาวิทยาลัยขับเคลื่อนไปข้างหน้า เช่น มาตรฐาน กำกับนโยบาย สนับสนุนทรัพยากร เป็นต้น อย่างไรก็ตามขณะนี้ สกอ.ก็ยังคงมีนโยบายให้การสนับสนุนมหาวิทยาลัยในการออกนอกระบบ โดยมีเงื่อนไขเดิมคือ ความพร้อมขององค์กร และ ความเห็นร่วมกันของประชาคมในองค์กร หากมหาวิทยาลัยใดพร้อมและส่ง ร่าง พ.ร.บ.มาให้ สกอ.ก็พร้อมดำเนินการต่อให้ทันที" เลขาธิการกกอ. กล่าว
ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เรื่องการแยกสกอ.เป็นกระทรวงหรือไม่นั้น ขณะนี้ในสถาบันอุดมศึกษาได้พูดคุยถึงเรื่องนี้และมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยว่าควรแยกออกเป็นกระทรวง และไม่เห็นด้วย โดยผู้เห็นด้วยนั้น มองว่าควรจะมีการเพิ่มบทบาทของสกอ.ซึ่งดูแลมหาวิทยาลัยทั้งหมด อีกทั้งในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ต่างมีการแยกกระทรวงออกมาชัดเจน เพื่อพัฒนางานวิจัย และบัณฑิต แต่ผู้ที่ไม่เห็นด้วย หรือควรมีการรวมเป็นแท่งไว้เหมือนเดิม เนื่องจากเป็นการบูรณาการเชื่อมโยงระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวะ และอุดมศึกษาได้ง่ายขึ้น
"อยากให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงการเน้นพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นสำคัญ ไม่ใช่มุ่งปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และหากต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างจริงๆ ก็ควรมีงานวิจัย ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นชัดเจนว่า หากมีการปรับโครงสร้างจริงๆผลดีและผลเสียมีอะไรบ้าง" อธิการบดีจุฬาฯ กล่าว



