
สุดยอดมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกแนวโน้ม"เอเชีย"มาแรง!!!
หน่วยงานจัดอันดับมหาวิทยาลัยดีเด่นของโลกที่มีชื่อว่า Times Higher Education หรือเรียกย่อๆว่า THE ได้ทำการประเมินและจัดอันดับสุดยอด 200 มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกเป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547(ค.ศ. 2004) เป็นต้นมารวมเวลา 6 ปีติดต่อกัน
ทำให้มหาวิทยาลัยเหล่านี้ขึ้นชั้นเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก (worldclass universities) สำหรับการจัดอันดับในปี 2552 เพิ่งประกาศไปเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้เอง ผลปรากฏว่า
.
ใน 10 อันดับแรก มหาวิทยาลัยเก่าแก่ของพี่เบิ้มสหรัฐอเมริกาและอังกฤษยังกินขาด เช่น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคมบริดจ์ เยล ออกซฟอร์ด ชิคาโก และเอ็มไอที เป็นต้น ศิษย์เก่าฮาร์วาร์ดภูมิใจได้เลยว่าสถาบันของท่านยังครองอันดับหนึ่งของโลกมาตั้งแต่ปี 2547 ถึง 2552 ไม่มีใครทำลายสถิติลงได้ แต่โดยภาพรวมเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้านั้นแล้ว ชื่อของมหาวิทยาลัยในสหรัฐหล่นจาก 100 อันดับแรกไปถึง 5 สถาบัน และอีก 4 สถาบันหายไปจาก 200 อันดับแรกอย่างน่าใจหาย นอกจากนั้น อันดับของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังถอยหลังลงอีกด้วย
ฟิล เบที บรรณาธิการของ THE-QS World University Rankings วิจารณ์ว่าปีนี้มหาวิทยาลัย ในเอเชียมาแรงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ญี่ปุ่น ฮ่องกง และเกาหลีใต้ อย่างเช่นมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นติด 200 อันดับแรกจำนวน 11 แห่ง เพิ่มจากปีก่อน 2 แห่ง และในจำนวนนี้ติด 100 อันดับแรกเพิ่มขึ้นจาก 4 แห่งเป็น 6 แห่ง โดยมหาวิทยาลัยโตเกียวนำอยู่ในอันดับที่ 22
ที่น่าสนใจอย่างมากก็คือ ฮ่องกง ซึ่งมีมหาวิทยาลัยของรัฐเพียง 8 แห่ง แต่ติดอันดับถึง 5 แห่ง เพิ่มขึ้นอีก 1 แห่งจากปีก่อน และมีถึง 3 มหาวิทยาลัยที่ติด 50 อันดับแรก นำโดยมหาวิทยาลัยฮ่องกงได้อันดับที่ 24 ส่วนเกาหลีใต้มีมหาวิทยาลัยที่ติด 200 อันดับแรกอยู่ 4 แห่ง เพิ่มจากเดิม 1 แห่ง มหาวิทยาลัยแห่งชาติกรุงโซลถือว่าดีสุดจัดอยู่ในอันดับที่ 47
จีนแผ่นดินใหญ่ขยับขึ้นจากปีที่แล้วเช่นกัน มีมหาวิทยาลัย 6 แห่งติด 200 อันดับแรก และ 2 แห่งจัดอยู่ใน 100 อันดับแรก ที่เด่นสุดคือ มหาวิทยาลัยซินหัว อยู่อันดับที่ 49 ต่อด้วยมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ในขณะที่อินเดียและสิงคโปร์ติด 2 มหาวิทยาลัยเท่ากัน ส่วนมาเลเซียติดหนึ่งเดียว คือ มหาวิทยาลัยมลายา อยู่ในอันดับที่ 180
สำหรับประเทศไทย “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งเดียวที่ติด 200 อันดับแรกมาหลายปี บางปีหายไปบ้าง ปีนี้ดีขึ้นมากเลื่อนจากอันดับ 166 ของปีที่แล้วมาเป็นอันดับที่ 138 ในปีนี้
เกณฑ์การประเมินของ THE แบ่งออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ การจัดอันดับโดยผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาจากทั่วโลก (ร้อยละ 40) งานวิจัยเป็นเลิศ (ร้อยละ 20) การจัดการเรียนการสอนเป็นเลิศ (ร้อยละ 20) การมีงานทำของนักศึกษาที่เรียนสำเร็จแล้ว (ร้อยละ 10) สัดส่วนของคณาจารย์จากนานาชาติ (ร้อยละ 5) และสัดส่วนของนักศึกษาต่างชาติ (ร้อยละ 5)
ฟิลลิป เอลท์แบช ผู้อำนวยการศูนย์การอุดมศึกษาของวิทยาลัยบอสตัน กล่าวถึงปัจจัยหลายประการที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสถาบันต่างๆ ในเอเชีย เช่น การทุ่มงบประมาณอย่างมหาศาลเพื่อการลงทุนในสถาบันอุดมศึกษา ส่งผลให้สถาบันเหล่านี้สามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาไปสู่ความเป็นเลิศ และพยายามก้าวสู่ความเป็นสากล (Internationalization) ด้วยวิธีต่างๆ อาทิ การเปิดหลักสูตรนานาชาติ การจ้างคณาจารย์เก่งๆ จากต่างประเทศเข้าไปสอน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันรัฐบาลของหลายประเทศรวมถึง มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง และไทยเราเอง ก็ได้กำหนดนโยบายที่จะเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาของภูมิภาค (Regional Education Hub) โดยพยายามดึงดูดนักศึกษาจากต่างชาติเข้าไปศึกษาในประเทศของตนมากยิ่งขึ้น เพราะมองว่า ความก้าวหน้าของการอุดมศึกษานั้นมิได้ส่งผลเพียงเฉพาะการพัฒนาศักยภาพของคนในประเทศเท่านั้น แต่ยังหมายความรวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย
ภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นทุกขณะเพื่อไปสู่เป้าหมายการเป็น Education Hub เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า สถาบันอุดมศึกษาของไทยจำเป็นจะต้องยกระดับคุณภาพและมาตรฐานให้ได้รับการยอมรับในระดับสากลมากขึ้น ซึ่งงบประมาณที่รัฐจะทุ่มเทให้จะเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่การอุดมศึกษาจำเป็นต้องได้รับ
0 ภัทณิดา พันธุมเสน 0
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา



