ไลฟ์สไตล์

โลกใบนี้ดนตรีไทย - พระพิราพ

โลกใบนี้ดนตรีไทย - พระพิราพ

26 ม.ค. 2553

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาอากาศบ้านเรามีทั้งฤดูหนาว ฤดูร้อนและฝน ปนกันไปแบบชนิดวันเดียวมีสามฤดู จึงทำให้ร้านขายยามีรายได้เป็นกอบเป็นกำ เอาแค่ลูกน้องผมที่หลายคนจะมีอาการไอ บางคนก็ไข้ขึ้นซื่งคิดรวมๆ กันแล้วจ่ายค่ายาไปสามพันกว่าบาทเข้าไปแล้ว

  และที่เป็นแบบนี้ เพราะว่า เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาผมและน้องๆ ในวงดนตรีไทยของผมเดินทางไปงานไหว้ครูที่จังหวัดสุพรรณบุรีและขาไปมีฝนตกลงกลางทางจนกระทั่งถึงงาน ซึ่งความจริงมันก็ไม่ได้ทำให้ตัวเราเปียก เนื่องจากฝนที่ตกจะเป็นลักษณะละอองฝน ก็คือตกไม่หนัก แต่ความจริงแล้วละอองฝนนี่แหละจะทำให้เราเป็นหวัดได้มากกว่าฝนที่ตกหนักๆ และทำให้ตัวเราเปียก ซึ่งคนโบราณก็มักจะบอกว่า ถ้าตัวเปียกฝนให้รีบอาบน้ำ สระผมทันที แล้วจะไม่เป็นหวัด ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องจริง แต่บังเอิญว่าในขณะนั้น พวกผมเพิ่งจะไปถึงงาน ก็เลยไม่รู้ว่าจะไปอาบน้ำสระผมกันได้ที่ไหน ก็จึงทำให้หลายๆ คนกลับมาก็มีอาการหวัดลงคอ  ก็เอาเป็นว่าผมอยากจะบอกกับท่านผู้อ่านทุกท่านว่าให้ระวังสุขภาพ กันเอาไว้ให้ดีๆ ทุกคน ก็อย่างที่สำนวนโบราณว่าไว้ ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ  นั่นล่ะครับ 

 สำหรับฉบับนี้ผมจะตอบคำถามของคุณสุรีย์ กิตติพงษ์ ที่เขียนจดหมายมาที่บ้านของผม ซึ่งคุณสุรีย์อยากทราบประวัติของ  พระพิราพ  ซึ่งผมก็จะตอบให้ในฉบับนี้ แต่ก็ต้องออกตัวไว้ก่อนว่า ผมจะตอบให้เท่าที่ผมทราบ เพราะความจริงตัวผมเองก็ไม่ได้รู้อะไรละเอียดมากเกี่ยวกับประวัติพระพิราพ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาก็ขอเชิญคุณสุรีย์และท่านผู้อ่านทุกท่าน ที่ยังไม่ทราบประวัติของพระพิราพ มาอ่านประวัติของท่านได้ ณ บัดนี้ ครับท่าน

 พระพิราพ โดยวามเชื่อจะถือว่า ท่านเป็นภาคหนึ่งของพระอิศวร และจัดว่าท่านเป็นเทพอสูรและเป็นบรมครูสูงสุดของวงการดนตรีไทยและนาฏศิลป์ ซึ่งจะห็นได้ว่านักดนตรีปี่พาทย์ที่เรียนเพลงหน้าพาทย์ โดยก่อนที่จะศึกษาเพลงตระประจำองค์พระพิราพ ก็จะต้องบวชพระก่อนและจะต้องเรียนเพลงหน้าพาทย์ต่างๆ รวมถึงเพลงตระต่างๆ ให้หมดก่อน ถึงจะศึกษาเพลงตระประจำองค์พระพิราพได้ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นกฎและธรรมเนียมปฏิบัติของนักดนตรีปี่พาทย์ทุกคน ที่มีมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจึงถือได้ว่า พระพิราพเป็นบรมครูสูงสุดของวงการดนตรีไทยและนาฏศิลป์

 ลักษณะของพระพิราพ  ศีรษะของท่านจะมีสีม่วงแก่ แต่บางแห่งก็จะเป็นสีทอง สวมกระจังหน้าอยู่บนศีรษะ โดยลักษณะหน้าของท่านจะเรียกว่าหน้าจาวตาล ก็คือคางของท่านจะกางออกมา มีเขี้ยวเป็นลักษณะเขี้ยวตัด ก็คือเขี้ยวไม่แหลม ปากของท่านจะมีลักษณะแสยะยิ้มและมีลูกตาเหมือนกับจระเข้ พระพิราพแต่เดิมจะมีชื่อเรียกว่า พระไภราพ บางที่ก็จะเรียกว่า พระไภราวะ แต่ปัจจุบันเราจะเรียกท่านว่า พระพิราพ กันทุกคน ไม่มีใครเรียกชื่อเดิมของท่าน และถ้าเราต้องการจะถวายเครื่องสังเวยให้แด่ท่านก็จะต้องนำของดิบ เช่นหมู 3 ชิ้นหรือหมูนอนตอง ไก่ หรือแม้กระทั่งหัวหมู เพราะเนื่องจากท่านเป็นบรมครูที่เป็นอสูรหรือยักษ์นั่นเอง แต่ถึงแม้ว่าท่านจะเป็นอสูรหรือยักษ์ ท่านก็ไม่ได้ดุร้ายเหมือนกับยักษ์อื่นๆ ทั่วไป แถมยังมีความศักดิ์สิทธิ์ โดยที่ใครบูชาท่านอย่างจริงจังแล้ว  จะมีความเจริญรุ่งเรือง และมีสุขภาพร่างกายรวมถีงมีกำลังวังชาที่ดีอีกต่างหาก

 ก็เป็นอันว่าจบเรื่องของประวัติพระพิราพ เพราะผมก็รู้แต่เพียงแค่นี้ และขอให้บารมีองค์พระพิราพ ปกปักรักษาท่านที่อ่านประวัติของท่าน ให้มีแต่ความสุขความเจริญทุกๆ คนครับ

 ตอนนี้ยังมีเนื้อที่พอเหลืออยู่ พอดีมีคำถามเข้ามาทางwww.khun-in.net 2คำถาม จาก คุณ ไทยโมโนโทน โดยข้อแรก อยากทราบประวัติของศิลปินแห่งชาติสาขาดนตรีไทยของปีนี้

 สำหรับศิลปินแห่งชาติสาขาดนตรีไทยปีนี้ก็คือ ครูอุทัย แก้วละเอียด โดยประวัติของท่าน เอาตามที่ผมทราบ ท่านเป็นคนบ้านเดียวกันกับ ครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ก็คือ อัมพวา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ท่านเป็นศิษย์เอกของ ครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ซึ่งในสมัยตอนท่านเป็นหนุ่มจัดว่า เป็นนักระนาดเอกที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุคหนึ่ง แถมยังมีฝีไม้ลายมือในการตีระนาดทุ้มอีกต่างหาก และเป็นนักดนตรีไทยที่มีปฏิภาณไหวพริบในการด้นสดเป็นอย่างมาก ส่วนผลงานในการแต่งเพลงที่เด่นๆ ก็จะมี โหมโรงมัธยมศึกษา  อุศเรน เถา โดย ครูอุทัย แก้วละเอียด ผ่านการสอนดนตรีไทยมามากมายหลายสถาบันและได้รับรางวัลต่างๆ มามากมาย ครูอุทัย แก้วละเอียด ปัจจุบันอยู่ในวัย 75 ปี เป็นครูที่มีอัธยาศัยดีและใจดีมีเมตตา ตามความคิดของผม ท่านไม่ควรได้ศิลปินแห่งชาติในตอนนี้แต่ควรจะได้เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา แต่มันก็เป็นเรื่องปกติที่ศิลปินแห่งชาติสาขาดนตรีไทยกว่าจะได้ตำแหน่งนี้ ส่วนใหญ่ก็จะต้องหง่อมเสียก่อน ซึ่งผิดกับในบางสาขาที่บางท่านอยู่ในวัย 50 ปี เศษๆ ก็จะได้ตำแหน่งศิลปินแห่งชาติแล้ว เอาไว้ฉบับหน้าผมจะมาตอบคำถามข้อที่ 2 ของ คุณ ไทยโมโนโทน ที่ถามว่า ผมคิดอย่างไรกับการพิจารณาตำแหน่งศิลปินแห่งชาติและอยากให้ใครเป็นศิลปินแห่งชาติ เอาไว้ฉบับหน้าอย่าลืมมาอ่านกันใหม่นะครับ...สวัสดีครับ  

"ขุนอิน"