ไลฟ์สไตล์

ควันหลง“ชุมนุมช่างวรรณกรรม”ไม่ขลังเหมือนก่อน?ฤาจะเป็นนับถอยหลังยุคที่สาม... “ช่อการะเกด” !!

ควันหลง“ชุมนุมช่างวรรณกรรม”ไม่ขลังเหมือนก่อน?ฤาจะเป็นนับถอยหลังยุคที่สาม... “ช่อการะเกด” !!

24 ม.ค. 2553

กว่า 30 ปี ที่นิตยสาร “ช่อการะเกด” นิตยสารเรื่องสั้น-วรรณกรรม ราย 3 เดือน ดำรงตนอยู่เป็นเสาหลักให้กับวงการเรื่องสั้นไทย...

 “ช่อการะเกด” ผ่านร้อนผ่านฝนผ่านหนาว ผ่านการสนับสนุนจากนายทุนมาแล้ว 3 รุ่น เรียงไล่ไปตั้งแต่รุ่นแรกคือ คุณ “สุข สูงสว่าง” จนกระทั่งเปลี่ยนผ่านมาสู่รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันภายใต้บริษัท ดวงกมลวรรณกรรม ระหว่าง “เรืองเดช จันทรคีรี” และ “สุชาติ สวัสดิ์ศรี” ในฐานะประธาน “สำนักช่างวรรณกรรม”

 และในยุคปัจจุบัน ที่นิตยสาร “ช่อการะเกด” อยู่ในกำกับดูแลด้านการผลิตของ “เวียง-วชิระ บัวสนธ์”
บรรณาธิการสำนักพิมพ์ “สามัญชน” กับ “เช็ค" สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ แห่งสำนักพิมพ์ “พิมพ์บูรพา”

 ด้วยคำมั่นสัญญาจาก “สุชาติ สวัสดิ์ศรี” ว่าจะขอเป็นกัปตันผู้กุมพังงาเรือ “ช่อการะเกด” ยุคที่ 3 ซึ่งหมายถึงการเป็น “บรรณาธิการ 3 แฟ้ม” (ผ่านเกิด-ผ่านรอ-ผ่านเลย) นี้เพียง 3 ปีแรก ก่อนที่อาจจะมีการส่งไม้ต่อให้บรรณาธิการคนใหม่หรือในรูปคณะบรรณาธิการพิจารณา และทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการพี่เลี้ยง...

 โดยหาก “นับหนึ่ง” จากการเริ่มต้นใหม่ของ “ช่อการะเกด 42” (ตุลาคม-ธันวาคม 2550) “สัญญาใจ 3 ปีแรก” จะไปสิ้นสุดที่ “ช่อการะเกด 53” (กรกฎาคม-กันยายน 2553)

 ตามความเข้าใจนี้ นั่นย่อมหมายถึง “สัญญาใจ 3 ปีแรก” อาจจะต้องสิ้นสุดลงที่ “ช่อการะเกด 53” ดังที่ได้กล่าวไป...

 อย่างไรก็ดี ด้วยปณิธานอันแน่วแน่และความปรารถนาดีที่มีต่อวงวรรณกรรมไทยของ “สุชาติ สวัสดิ์ศรี” ที่เคยปรารภไว้ในหลายที่หลายแห่งว่า อยากช่วยส่งเสริมและสนับสนุนบรรยากาศการเขียนเรื่องสั้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้ว่าในบางช่วงบางปี “สำนักช่างวรรณกรรม” จะมิได้จัดทำนิตยสาร “ช่อการะเกด” ออกมาเลย ทว่า “สุชาติ สวัสดิ์ศรี” ก็ยังขับเคลื่อนและผลักดันให้มี “งานชุมนุมช่างวรรณกรรม” จนกระทั่งแทบจะเรียกว่าเป็นประเพณีใหม่ไปแล้ว

 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ “ช่อการะเกด” ยุคที่ 3 นี้ ที่มีการกำหนด “วันชุมนุมช่างวรรณกรรม” เอาไว้อย่างแน่นอนและตายตัวเลยว่า จะเป็นใน “วันเสาร์ที่สองของเดือนธันวาคมของทุกปี”

 อย่างไรก็ดี หากได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปรำลึกบรรยากาศ “งานชุมนุมช่างวรรณกรรม” ในอดีต ก่อนยุค “ช่อการะเกด” รุ่นที่ 3 หรือจะพูดเฉพาะเจาะจงลงไปก็คือ ก่อนยุคปัญหา “กรณีรวมเรื่องสั้นสนามหลวง” ที่ว่ากันว่า ถือเสมือนปัญหาหลักใหญ่ใจความของการยุติลงของ “ช่อการะเกด” ยุคที่ 2 ก็จะพบว่า บรรยากาศ “งานชุมนุมช่างวรรณกรรม” ในยุคปัจจุบันไม่คึกคักเหมือนเช่นอดีต...

 ความคึกคักที่ลดน้อยถอยลงของ “งานชุมนุมช่างวรรณกรรม” ก็ดี หรือบรรยากาศความขรึมขลังของ “เรื่องสั้น” ที่ลงตีพิมพ์ใน “ช่อการะเกด” ยุคที่ 3 ก็ดี ต่างมีความคลับคล้ายใกล้เคียงกันประการหนึ่ง

 ซึ่งในความเป็นจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ก็คือ 30 ปีแห่งการดำรงอยู่ของนิตยสาร “ช่อการะเกด” ย่อมเป็นความดำรงอยู่ที่ต้องเดินผ่านกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งเวทีเรื่องสั้น สนามเรื่องสั้น และการประกวดเรื่องสั้น ที่มีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเกิดขึ้นของรางวัลเรื่องสั้น “นายอินทร์อวอร์ด” หรือนิตยสารเรื่องสั้น “ราหูอมจันทร์” และแม้กระทั่งรางวัลเรื่องสั้นอื่นๆ รวมถึงพื้นที่ในไซเบอร์สเปซ-อินเทอร์เน็ตต่างๆ

 ได้แบ่งเบนความสนใจของนักเขียนเรื่องสั้นให้ออกมาจาก “ช่อการะเกด” ในจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจส่งผลให้ “งานชุมนุมช่างวรรณกรรม” มีบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความขรึมขลังลดน้อยถอยลง?

นกป่า อุษาคเณย์
ขอบคุณภาพประกอบจากเว็บบล็อก : www.oknation.net/blog/seagull

เหตุเกิด ณ “ชุมนุมช่างวรรณกรรม” 2552

  สำหรับงาน “ชุมนุมช่างวรรณกรรม” ประจำปี 2552 ผ่านพ้นไปภายใต้การกำกับการแสดงของ “เวียง" วชิระ บัวสนธ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์ “สามัญชน” ในฐานะ “บรรณาธิการบริการ” (คงมีตำแหน่งแบบนี้แห่งเดียวในโลก) ของนิตยสาร “ช่อการะเกด” ที่จัดขึ้น ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ถนนสุขุมวิท ซอย 55 (ซอยทองหล่อ) 

 โดยกำหนดการได้เริ่มต้นที่งานเสวนา “วาระการอ่านแห่งชาติ” และ “หายนะแห่งหนังสือวรรณกรรม” ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มีรายการ “เบี้ยว” จากวิทยากรที่ได้แถลงไว้ในหน้าหนังสือพิมพ์ก่อนหน้านี้เลย ไม่ว่าจะเป็น “วินัย ชาติอนันต์” แห่ง “สายส่งศึกษิต” บริษัท เคล็ดไทย จำกัด, “จรัล หอมเทียนทอง” แห่งสำนักพิมพ์ “แสงดาว”, “เรืองเดช จันทรคีรี” แห่งสำนักพิมพ์ “รหัสคดี” และ “มกุฏ อรฤดี” แห่งสำนักพิมพ์ “ผีเสื้อ”

 จากนั้นเป็นการประกาศเกียรติให้แก่ “ไพฑูรย์ สุนทร” นักหนังสือพิมพ์อาวุโสของ “ไทยรัฐ” ซึ่งมีหมวกอีกใบคือสถานะ “นักเขียน” ให้เป็น “นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ” ประจำปี 2552 ถัดมา, รศ.ดร.ธเนศ วงศ์ยานนาวา จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มารับไมค์ต่อในช่วง “ปาฐกถาช่างวรรณกรรม” ประจำปี 2552 ซึ่งท่านกล่าวได้อย่างมีเนื้อมีหนังมากสำหรับผู้สนใจวรรณกรรม...

 ก่อนจะปิดท้ายรายการด้วยการประกาศผล “รางวัลช่อการะเกดยอดเยี่ยม” ประจำปี 2552 ซึ่งปีนี้มีผู้ได้รับรางวัลนี้จำนวน 5 คนด้วยกัน กล่าวคือ แชมป์เก่า 3 สมัย “เดือนวาด พิมวนา” กับเรื่องสั้นชื่อ “ลารา”, “วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา” นักวิจารณ์ภาพยนตร์ค่าย “ฟิล์มไวรัส” กับเรื่องสั้น “เรื่องเล่าไม่มีชื่อ”, “วัฒน์ ยวงแก้ว” นักเขียนใหม่ป้ายแดงของเรื่องสั้น “กระจกของตา”, “รังสรรค์ โยธาประเสริฐ” นี่ก็ใหม่ถอดด้ามกับเรื่องสั้นชื่อ “การตายของหลวงราชแพทย์” และปิดท้ายด้วย “เดช อัคร” คนนี้มีชั่วโมงบินแล้วพอสมควรกับเรื่องสั้นที่มีชื่อว่า “สายน้ำครวญ”