
บทเรียนจากเฮติ
เหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวในประเทศเฮติ ที่มีคนตายนับหมื่น ถือเป็นแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 200 ปีของเฮติ นับเป็นโศกนาฏกรรมครั้งร้ายแรงอีกครั้งหนึ่งที่ช็อกคนทั้งโลก คาดว่าอาจมีผู้เสียชีวิตมากถึงสองแสน เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่โศกเศร้าอีกครั้งหนึ่ง
หากมองอย่างผิวเผิน เหตุแผ่นดินไหวที่คร่าชีวิตผู้คนมากมายในเฮติก็เป็นเพียงปรากฏการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดกับประเทศไหนก็ได้ มิอาจมีใครล่วงรู้ได้ แต่หากวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง โศกนาฏกรรมครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ของเฮติ เป็นผล “กรรม” ของเฮติที่เกิดจาก “น้ำมือ” ของคนอื่น และน้ำมือคนของตัวเอง เป็นบทเรียนที่ประเทศไทยต้องศึกษาเรียนรู้อย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดในประเทศเรา ประเทศเฮติเป็นประเทศเล็กๆ แถบทะเลแคริบเบียน ประชากรประมาณ 10 ล้าน ถือเป็นประเทศที่ยากจนมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก
นอกจากความยากจน เฮติยังเป็นประเทศที่ประสบกับภัยพิบัตธรรมชาติอยู่บ่อยๆ ครั้งหนึ่งเฮติเคยเป็นประเทศใต้อาณานิคมของฝรั่งเศส มีทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ เมื่อเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสเข้ามาใหม่ๆ ฝรั่งเศสถึงกับตะลึงตะลานถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ เพราะทุกพื้นที่เขียวชะอุ่มไปด้วยต้นไม้ แต่ปัจจุบันเฮติมีพื้นที่ป่าหลงเหลือไม่ถึง 3% จากน้ำมือของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส และคนเฮติเอง การตัดไม้ทำลายป่ากลายเป็นเรื่องปกติ
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการสูญเสียพื้นที่ป่าจำนวนมากของเฮติเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยครั้งช่น เฮอร์ริเคน ที่เกิดขึ้นถี่มากในช่วงหลัง อย่างในปี 2008 ที่เกิดพายุฝนหนักๆ 3 ระลอกในระยะเวลาไม่ถึง 3 สัปดาห์เป็นเหตุในเมืองโกนาเวสจมอยู่ใต้น้ำทั้งเมือง ผู้คนหลายพันคนเสียชีวิต คนนับแสนไร้ที่อยู่อาศัย
จากธรรมชาติเกี่ยวพันมาถึงการเมืองและสังคม เฮติเป็นประเทศที่ไร้เสถียรภาพทางการเมืองสิ้นเชิง มีการรัฐประหารเปลี่ยนผู้นำบ่อยครั้ง คอรัปชั่น การชิงปล้นฆ่า ถือเป็นเรื่องปกติของสังคมเฮติ เฮติเคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อเพราะความสวยงามของธรรมชาติแต่จากเหตุรุนแรงและความไม่ปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดน้อยถอยลงซ้ำเติมความยากจนของเฮติให้แย่ไปอีก ฟังเรื่องราวของเฮติแล้วก็คุ้นๆ ไม่ต่างจากประเทศไทย คอรัปชั่น การเมืองไม่นิ่ง สังคมเลวร้ายลง การปล้นฆ่า กำลังเป็นเรื่องปกติของสังคม ทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะป่าไม้กำลังจะหมดแผ่นดิน
เสาร์ที่ 14 มกราคมที่ผ่านมาเป็น “วันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้” และมีรายงานว่าป่าไม้ในประเทศไทยถูกทำลายเฉลี่ยปีละ 30,000 ไร่ เราเหลือป่าไม้เพียง 17% อัตราการเร่งทำลายและเร่งสร้างเดินสวนทางกัน และด้วยสภาวะการเมืองที่อ่อนแอผนวกด้วยนักการเมืองฉ้อฉลที่เข้ามาเพื่อหาผลประโยชน์ ป่าไม้จึงเป็นแหล่งผลประโยชน์ที่สำคัญ
หากสภาพการณ์เช่นนี้ยังดำรงอยู่ อีกไม่กี่ปีไทยก็จะเหมือนเฮติที่ป่าไม้จะเหลือเพียง 3% เมื่อถึงตอนนั้นไม่แน่ว่าไทยอาจจะเป็น “เฮติ 2” มีภัยธรรมชาติเป็นเพื่อนที่แวะเวียนมาทักทายประจำ คนยากจนเพราะส่วนต่างของความร่ำรวยที่เคยมีไปอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่คน ไม่มีอาหารสะสมไว้ในยามจำเป็นเพราะผืนดินผืนน้ำถูกทำลายเสียแล้ว เมื่อเกิดภัยพิบัติร้ายแรง ไทยอาจจะหมดสภาพในการรับมือกับวิกฤติเหมือนที่เฮติเป็นอยู่ในตอนนี้ เมื่อถึงตอนนั้นเราคงหมดสิทธิ์ที่จะไปโทษใคร นอกจาก "โทษตัวเอง”
"อาจารย์ยักษ์ มหา ’ ลัยคอกหมู"



