
จากรุ่นสู่รุ่น...คุณค่าไม่เคยจาง "ปุ๊ก" กฤตกา เลาหพงศ์ชนะ
"อ๋อออ...ใบนั้นของคุณแม่ ใบนี้ก็คุณแม่ซื้อให้ตอนสมัยเรียนจุฬาฯ ปี 1 ส่วนใบโน้นซื้อเองที่ฟรีมาร์เก็ต ตอนไปเรียนที่อังกฤษ นี่ๆๆ ใบนี้ฝีมือหนูออกแบบเอง"...แม้จะออกตัวตลอดเวลาในระหว่างที่นั่งคุยกันถึงเรื่องของรักว่าไม่ใช่นักสะสมกระเป๋า แต่ "ปุ๊ก" กฤตยา เลาหพ
"จริงๆ แล้ว ปุ๊กไม่ใช่นักสะสมค่ะ โดยเฉพาะพวกของใช้หรือเครื่องประดับ เหตุที่ซื้อมาก็เพื่อต้องการใช้ ดังนั้นกระเป๋าของปุ๊กทุกใบผ่านการใช้งานมาหมดแล้ว และที่เห็นว่าเยอะๆ ก็ใช่ว่าจะเป็นของปุ๊กคนเดียวนะคะ กระเป๋าบางใบเป็นของคุณแม่กับพี่สาว คือเราสามคนจะใช้กระเป๋าด้วยกัน เพราะกระเป๋าแต่ละใบค่อนข้างราคาแพง ยิ่งเป็นกระเป๋าของคุณแม่ด้วยแล้ว ถ้าเห็นใบไหนวางอยู่เฉยๆ ปุ๊กจะขออนุญาตคุณแม่หยิบมาใช้ หรือจะเรียกง่ายๆ ว่าตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นก็ได้" ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด นาฬิกาสุดแบรนด์หรูนามว่า "เบรเกต์ (Breguet)" แห่งสวอท์ช กรุ๊ป แจง
แม้แบรนด์เนมจะมีคุณภาพดีใช้ได้นาน แต่ขอเก็บไว้เป็นตัวเลือกทีหลัง สาวปุ๊กบอกว่าการตัดสินใจควักเงินซื้อกระเป๋าแต่ละใบเธอเลือกใช้หลักความชอบและราคาเป็นอันดับแรก
"เวลาเลือกซื้อกระเป๋าแต่ละครั้ง ปุ๊กจะยึดหลักที่ความชอบเป็นอันดับแรก จากนั้นค่อยมาดูกันที่ราคาว่าสมเหตุสมผลแค่ไหน ถ้าสวยแต่ราคาแพงเกินไปก็ไม่เอา ส่วนใหญ่จะเน้นที่ใช้ได้นานใช้ได้จริงมากกว่าจะมุ่งไปที่ยี่ห้ออย่างเดียว กระเป๋าที่ปุ๊กถือบางใบซื้อจากตลาดนัดก็มี บางใบก็ซื้อจากต่างประเทศ ที่สำคัญถ้าหากมีแล้วก็จะไม่ซื้ออีกเด็ดขาด" ลูกสาวแห่งครอบครัวเลาหพงศ์ชนะเผยหลักในการซื้อ
ท่ามกลางกองกระเป๋านับสิบๆ ใบ ผู้จัดการคนเก่งเล่าว่า แต่ละใบล้วนมีเรื่องราวที่มาที่ไปทั้งสิ้น เริ่มตั้งแต่กระเป๋าสีน้ำตาลแบรนด์แอร์เมสของคุณแม่ แม้จะอายุอานามกว่า 10 ปี แต่ก็ดูดีไม่มีที่ติยังหิ้วได้ใช้จริงถึงทุกวันนี้ ขณะที่กระเป๋าชาเนลขาว-ดำใบน้อย เหตุผลที่ได้มาเพราะว่าคุณแม่ตบรางวัลแห่งความขยันหมั่นเพียรจนสอบเข้าเรียนหนังสือที่จุฬาฯ ได้ส่วนใบน้อยสีเขียวตอง เจ้าของบอกว่า คือความภาคภูมิใจสุดๆ เพราะเป็นฝีมือตัวเองล้วนๆ ทั้งเลือกวัสดุ ทั้งดีไซน์และวางขาย สุดเลิฟใบสีแดงและสีน้ำตาลลายเขียวแบรนด์ทูอี้ เธอบอกที่ชอบเพราะเป็นฝีมือดีไซน์คนไทยล้วนๆ แถมยังเก๋ไก๋บ่งบอกสไตล์ตัวเองเต็มๆ
ทั้งที่ออกตัวว่าไม่ใช่นักสะสม แต่เมื่อถามถึงวิธีการดูแลเก็บรักษา ป้าปุ๊กของหลานพราว หลานสาวคนเดียวของบ้านเลาหพงศ์ชนะ บอกกล่าวทุกขั้นตอนได้แบบละเอียดทุกเม็ดไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าหนัง กระเป๋าผ้า หรือแม้แต่กระเป๋าสาน
"สำหรับปุ๊กนะคะ หากเป็นกระเป๋าหนังจะไม่เก็บไว้ในถุงพลาสติก แต่เลือกใช้ถุงผ้าแทน เพราะอากาศบ้านเราร้อน จะทำให้กระเป๋ามีกลิ่นเหม็นอับและหนังจะกรอบเสียหาย หรือหากพอมีเวลาว่างบ้าง ปุ๊กก็นำเอากระเป๋าออกมาผึ่งอากาศ รวมถึงหาสเปรย์และครีมรักษาหนังทากระเป๋า ซึ่งมันสามารถช่วยให้มีคุณภาพทนทานต่อริ้วรอยยิ่งขึ้น ส่วนการรักษารูปทรงปุ๊กก็ยัดไส้กระเป๋าด้วยกระดาษ เพราะไม่ว่าเราจะเก็บไว้ในลักษณะนอน หรือตั้ง ก็ทำได้สบาย ไม่เป็นปัญหาต่อรูปทรง" ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด ซึ่งแม้ในแต่ละวันแทบจะไม่มีเวลาว่างจากการทำหน้าที่ดูภาพรวมของแบรนด์เบรเกต์ทั้งหมดให้เคล็ดลับแบบง่ายๆ
เห็นว่าดูแลใส่ใจทะนุถนอม "คล้องแขนสะพายไหล่" ได้ดีถึงเพียงนี้ อดถามไม่ได้ว่ามีอาการ "หวงของ" บ้างหรือไม่ ซึ่งผู้จัดการนาฬิกาสุดหรู โบกไม้โบกมือปฏิเสธเต็มที่ว่า ไม่เค้ย...ไม่เคยหวงของเลย แถมยังชอบแบ่งปันให้เพื่อนๆ หรือคนรอบข้างใช้อีกซะด้วย ยิ่งใครนำไปใช้นำไปถือแล้วดูดี เธอเองยิ่งมีความสุขที่มีส่วนช่วยให้เขาสวยขึ้น
"ปุ๊กว่าตัวปุ๊กเองไม่ใช่คนขี้หวงของนะพี่ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าหรือเครื่องแต่งตัวก็ตาม คงเป็นเพราะได้รับการปลูกฝังและเห็นตัวอย่างจากคุณแม่มาตั้งแต่เด็กๆ ในเรื่องการแบ่งปันล่ะมังคะ ขนาดปุ๊กไปเรียนต่อต่างประเทศ คุณแม่ยังบอกให้เพื่อนมานอนมาเที่ยวที่บ้านเลยค่ะ ส่วนปุ๊กเองก็จะชอบให้คนรอบข้างสวยๆ และการได้ช่วยให้เขาแต่งตัวสวยๆ และดูดี ปุ๊กก็พลอยสนุกและมีความสุขไปด้วย" ลูกสาวหมายเลข 3 ของคุณแม่ยุพินกล่าวไปพลางหยิบกระเป๋าใบโน้นใบนี้ชี้ชวนให้เพื่อนร่วมวงสนทนาดูด้วยความรักใคร่
และก่อนที่วงสนทนาจะแยกย้ายสลายตัว เราถามผู้จัดการยังสาวว่า ในฐานะคนไม่สะสมกระเป๋า แต่ (บังเอิญ) มีกระเป๋าเยอะ จะฝากอะไรถึงผู้อ่านบ้าง เธอตอบอย่างไม่แคร์แบรนด์ดังทั้งหลายเลยว่า...เข้าใจว่าความอยากได้ทุกคนมี แต่ไม่จำเป็นเลยที่คุณจะต้องเห่อแบรนด์เนมตามใครๆ เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณใช้กระเป๋าแพงๆ แต่ไม่เข้าบุคลิกตัวเองก็ใช่ว่าจะทำให้ดูดีขึ้นมา ตรงกันข้าม หากเลือกใช้กระเป๋าที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวเราให้เข้ากับกาลเทศะ ถึงไม่แพงก็ทำให้มีคาแรกเตอร์ดูดีขึ้นมาได้



