
ทูตสหรัฐฯจัดถกนานาชาติกระตุ้นลงทุนอุตฯไอทีชม.
กงสุลใหญ่สหรัฐฯ ประจำเชียงใหม่ เตรียมจัดประชุมนานาชาติ "โอกาสและความท้าทายในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ" 18-19 ก.พ.นี้ เฉลิมฉลองความสัมพันธ์ กระตุ้นความร่วมมือด้านการลงทุนอุตฯไอทีในเชียงใหม่ - ภาคเหนือ
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 20 ม.ค. 2553 ที่ห้องประชุมชั้น 3 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจ.เชียงใหม่ มีการแถลงการประชุมนานาชาติ"Northern Thailand's Creative Economy Conference Opportunities and Challenges in IT Sector เศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคเหนือประเทศไทย : โอกาสและความท้าทายในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ" โดยมีนายไมเคิล เค.มอร์โรว์ กงสุลใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกา ประจำจ.เชียงใหม่ นายชุมพร แสงมณี รองผู้ว่าราชการจ.เชียงใหม่ ตัวแทนจากหอการค้าจ.เชียงใหม่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟแวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิปป้า สำนักงานจ.เชียงใหม่ ร่วมในการแถลงข่าว
นายไมเคิล เค.มอร์โรว์ กงสุลใหญ่ฯ กล่าวว่า การจัดประชุมครั้งนี้เป็นความริเริ่มของสถานกงสุลใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกา ประจำจ.เชียงใหม่ ด้วยความร่วมมือจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เพื่อเฉลิมฉลองวาระก้าวสู่ปีที่ 60 แห่งการก่อตั้งสถานกงสุลใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกา ประจำจ.เชียงใหม่ และเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นยาวนานระหว่างสหรัฐฯ และภาคเหนือของประเทศไทย รวมทั้งดึงดูดการลงทุนในอุตสหกรรมไอทีจากกรุงเทพฯ และต่างประเทศมายังภูมิภาคแห่งนี้ เพื่อการสร้างฐานความมั่นคงและยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้ภาคเหนือ นอกเหนือจากการการพึ่งพารายได้ด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว การประชุมนานาชาติฯกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 18 - 19 ก.พ. 2553 ที่โรงแรมแชงกรีล่า จ.เชียงใหม่
ปัจจุบันจ.เชียงใหม่ มีบริษัทไอทีของสหรัฐฯมาลงทุนอยู่ 3 - 4 ราย เช่น บริษัท คลีเอทีฟ คิงดอม (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก จึงอยากให้บริษัทไอทีชั้นของสหรัฐฯ และที่ลงทุนอยู่แล้วในกรุงเทพฯ หรือในภูมิภาคเอเซีย ที่เดินทางมาร่วมประชุมครั้งนี้ เห็นถึงความสำเร็จของบริษัทไอทีของสหรัฐฯที่มาลงทุนอยู่ก่อนแล้ว นอกจากนี้เพื่อเชิญชวนบริษัทไอทีจาหสหรัฐฯมาพบปะกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาของจ.เชียงใหม่และภาคเหนือ โดยมีเป้าหมายสนับสนุนการลงทุนหรือการร่วมทุนระหว่างกัน กระตุ้นให้มีการพัฒนาบุคคลกรด้านไอที ส่งเสริมภาคการเกษตร การบริการและการท่องเที่ยว หันมาใช้ไอทีมากขึ้นเพื่อเปิดโอกาสการลงทุนและการตลาด
กงสุลใหญ่ฯ กล่าวอีกว่า เหตุผลหลัก 2 ประการในการจัดประชุมนานาชาติฯครั้งนี้ คือ ต้องการส่งเสริมการพัฒนาโอกาสค้าสำหรับธุรกิจของบริษัทไอทีสหรัฐฯในประเทศไทยและภูมิภาคเอเซีย สนับสนุนการลงทุนของบริษัทไอทีสหรัฐฯ เพื่อเปิดโอกาสใหม่ๆให้อุตสาหกรรมไอทีในประเทศ ลดการพึ่งพาภาคเกษตรและการท่องเที่ยว เพราะไอทีกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ ขณะเดียวกันประเทศไทยมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับไอที ส่วนจ.เชียงใหม่ มีสำนักงานซิปป้าตั้งอยู่ ส่วน มช.อยู่ระหว่างสร้างศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีให้เป็น วันสต๊อป เซอร์วิส มียังมีบริษัทเอกชนอีกหลายรายที่เตรียมสร้างซอฟแวร์ปาร์คในพื้นที่
"ภาคเหนือของประเทศไทยมีความได้เปรียบ เพราะมีการสนับสนุนส่งเสริมธุรกิจไอที มีนิคมอุตสาหกรรมในจ.ลำพูน ถึง 2 แห่ง ซึ่งมีบริษัทเอกชนผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กว่า 80 บริษัท มีการจ้างงานถึง 5 หมื่นคน ต่อไปในอนาคตจะกลายเป็นปรตูเชื่อมโยงไปสู่จีน (ตอนใต้) เวียดนาม ฯลฯ และภาคเหนือยังเป็นศูนย์กลาง หรือ ฮับด้านไอที มีมหาวิทยาลัย 7 แห่ง ที่จัดการศึกษาด้านไอทีระดับสูงเพื่อผลิตบุคลากรออกสู่ตลาด และมี มช.เป็น 1 ใน 9 มหาวิทยาลัย ที่มีงานวิจัยด้านไอทีโดยใช้งบสูงถึงปีละ 40 ล้านดอลล่าสหรัฐ "กงสุลใหญ่ฯกล่าว
นอกจากนี้จ.เชียงใหม่ยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้เป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาล หรือ ฮับสุขภาพ มีบุคคลกรทางการแพทย์ โรงพยาบาล ที่ใช้ไอทีอยู่แล้ว จึงเป็นจุดแข็งของภาคเหนือที่สามารถแข่งขันในตลาดได้
รศ.ดร.ตรัสพงศ์ ไทยอุปถัมภ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร มช. กล่าวว่า แต่ละปีสถาบันการศึกษาในจ.เชียงใหม่ ผลิตบุคลกรที่มีความสามารถด้านไอทีระดับสูงป้อนตลาดปีละ 100 - 200 คน เฉพาะคณะวิศกรรมฯ มช. ผลิตได้ปีละ 80 - 100 คน แต่บริษัทด้าไอทีระดับไฮเอนด์ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ บุคคลกรเหล่านี้จึงต้องเดินทางไปหางานทำที่ส่วนกลางแทน ทั่งที่บางส่วนอยากทำงานอยู่จ.เชียงใหม่ การจัดประชุมนานาชาติฯครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดี เพราะมีบริษัทไอทีชั้นนำระดับโลกมาร่วมประชุมจำนวนมาก และบริษัทใหญ่เหล่านี้ยังมีเป้าหมายมาลงทุนในเซ้าท์อีสเอเซีย นอกเหนือจากอินเดีย คือ ฟิลิปปินส์ กับเวียดนามที่เป็นคู่แข่งสำคัญ แต่จ.เชียงใหม่ มีความพร้อมทุกด้าน โดยเฉพาะบุคคลกรที่มีความสามารถสูง



